เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวรุ่นท็อปสุดรุ่นล่าสุด กวาดเอาฝุ่นผงและกลิ่นอายความอวดดีบนใบหน้าของเกรียงไกรให้ปลิวหายไปในพริบตา แรงลมมหาศาลทำให้ชายวัยกลางคนผู้สวมสูทแบรนด์เนมราคาแพงแต่ตัดเย็บได้ไม่เนียน ต้องยกแขนขึ้นมาปัดป้องใบหน้าอย่างทุลักทุเล รอยยิ้มเยือกเย็นที่เคยประดับอยู่บนมุมปากเมื่อครู่ บัดนี้แข็งค้างราวกับถูกฉาบด้วยปูนซีเมนต์
ประตูเคบิ้นเปิดออก พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท เธอก้าวลงมาด้วยส้นสูงที่กระทบพื้นคอนกรีตเสียงดังฟังชัด ท่าทีที่เย่อหยิ่งและสายตาที่กวาดมองผู้คนรอบตัวราวกับพวกเขากำลังมองฝุ่นผงใต้รองเท้า นั่นคือ "นภัสสร" น้องสาวต่างแม่ของเมฆา ผู้ที่ตัดขาดจากตระกูลไปตั้งแต่หกปีก่อนพร้อมกับคำดูถูกเหยียดหยามว่าเมฆาจะเป็นได้แค่คนไร้ค่าไปจนวันตาย
"ไม่คิดเลยนะครับว่า การมาเยือนย่านการค้าอันดับหนึ่งของเมืองในวันนี้ จะทำให้ผมได้กลิ่นเน่าเฟะของพวกเหลือบไรที่คอยเกาะกินคนอื่นตั้งแต่ปากซอย"
ผมส่งเสียงทักทายขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ ดับลง รินลดาที่ยืนอยู่เคียงข้างผมขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย มือเรียวบางของเธอเอื้อมมาจับชายเสื้อของผมไว้โดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเย็นชาที่พร้อมจะแผดเผาใครก็ตามที่กล้าเข้ามาทำลายความสงบสุขของเรา
นภัสสรชะงักเท้าที่กำลังก้าวเข้ามา เธอกวาดสายตามองร้านกาแฟเล็กๆ ที่ถูกรีโนเวตใหม่จนกลายเป็นจุดสนใจของผู้คน ก่อนจะแค่น้ำเสียงเยาะเย้ยออกมาจากลำคอ
"หึ... ยังคงทำตัวเป็นเศษสวะที่เกาะผู้หญิงกินเหมือนเดิมสินะคะ... อ้อ ลืมไป พี่เมฆาคนโง่ ตอนนี้คงคิดว่าตัวเองเท่มากสินะครับที่เที่ยวไปประกาศว่าเหมาตึกทั้งย่านนี้ได้ รู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่น เงินในบัญชีที่มีอยู่หลักร้อย คงเอาไปกู้หนรียืมสินเขามาสร้างภาพสินะคะ ถึงได้กล้าทำตัวกร่างแบบนี้"
คำพูดของนภัสสรเรียกสติให้เกรียงไกรกลับคืนมา ชายวัยกลางคนรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเย่อหยิ่งอีกครั้ง เขาหัวเราะร่าออกมาเสียงดังราวกับเจอเรื่องตลกที่สุดในรอบปี พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้นภัสสรราวกับเจอพวกเดียวกัน
"คุณนภัสสรครับ! โชคดีจริงๆ ที่ท่านมาถึงพอดี! ผมกำลังจะจัดการสั่งสอนไอ้เด็กเหลือขอคนนี้อยู่พอดีครับ มันบังอาจมาหลอกลวงคนในย่านนี้ว่ามันเป็นเจ้าของตึก... แถมยังอวดดีใส่คุณหญิงมาลีด้วย!" เกรียงไกรฟ้องร้องด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด ราวกับเด็กฟ้องแม่
รินลดาขยับตัวออกมายืนบังหน้าผมเล็กน้อย เธอมองเกรียงไกรและนภัสสรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา "พวกคุณนี่มีความสามารถพิเศษจริงๆ นะครับ... ความสามารถในการไม่เจียมตัวเนี่ย เก่งกาจจนน่าเอาโล่รางวัลมาประดับหัวให้จริงๆ"
"นี่เธอ! นังเด็กเสิร์ฟชั้นต่ำ กล้าดียังไงมาปากดีกับคุณนภัสสรและฉัน!" เกรียงไกรหน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าด่ารินลดาด้วยความโกรธเกรี้ยว
แต่นภัสสรกลับยกมือขึ้นห้ามเกรียงไกร เธอปรายตามองรินลดาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะหันมาสบตาผมด้วยรอยยิ้มเยาะที่สะใจเต็มประดา
"พี่เมฆาคะ... เลิกเล่นละครตลกคาเฟ่นี่เถอะค่ะ น่าสมเพชจะตายไป รู้ไหมคะว่าวันนี้ฉันมาทำอะไรที่นี่? ฉันได้รับมอบหมายจากท่านประธานบริษัทเครือข่ายอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ ให้มาเซ็นสัญญาซื้อสิทธิ์ขาดตึกย่านนี้ทั้งหมด เพื่อควบรวมเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกลุ่มทุนระดับประเทศ... และแน่นอนค่ะ ว่าหนี้สินก้อนโตที่ร้านกาแฟกระจอกๆ ของเธอกำลังจะถูกสั่งรื้อถอนในอีกสามวินาทีนี้!"
นภัสสรหยิบเอกสารตราครั่งสีทองออกจากกระเป๋าถือแบรนด์เนม ใบหน้าของเธอมั่นอกมั่นใจเสียยิ่งกว่าชนะสงคราม เธอยื่นเอกสารนั้นมาตรงหน้าผม พร้อมกับทำท่าทางราวกับผู้มีพระคุณที่กำลังจะเมตตาขอทาน
บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ เหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบนินทา หลายคนมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและสมเพช เพราะชื่อเสียงของกลุ่มทุนที่นภัสสรอ้างถึงนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนธรรมดาจะต่อกรได้จริงๆ
ผมไม่ได้โกรธ... ผมไม่ได้แม้แต่จะขยับตัวหนี รอยยิ้มบางๆ ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของผมอย่างใจเย็น ผมควAหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะกดปลดล็อกหน้าจอด้วยสีหน้าเรียเฉย
"พูดจบหรือยังครับ?" ผมถามเสียงนุ่ม
นภัสสรขมวดคิ้ว "พี่หมายความว่ายังไง?"
"ก็หมายความว่า... เธอยังพูดมากไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่เด็กจนโต" ผมถอนหายใจเบาๆ "คิดว่าการเอาชื่อบริษัท 'คิวบิก กรุ๊ป' มาอ้าง แล้วหอบเอกสารปลอมๆ มาทำท่าทางกร่าง จะทำให้เธอมีตัวตนขึ้นมาในตระกูลอย่างนั้นเหรอครับ?"
เกรียงไกรหัวเราะลั่น "ไอ้เด็กนี่มันบ้าไปแล้ว! คุณนภัสสรเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของคิวบิก กรุ๊ปนะเว้ย! แกเป็นใครวะ ถึงกล้าบอกว่าเอกสารนั่นเป็นของปลอม!"
นภัสสรหน้าเสียไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินผมเอ่ยชื่อบริษัท แต่เธอก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมามั่นใจเหมือนเดิม "ปากดีนักนะพี่เมฆา! อยากเห็นศพตัวเองถูกหามออกจากย่านนี้ใช่ไหมคะ ถึงได้ยังทำปากเก่งอยู่แบบนี้! ไหนล่ะหลักฐานว่าพี่เป็นเจ้าของตึกนี้? ถ้าไม่มี เตรียมตัวกราบเท้าขอร้องฉันตรงนี้ได้เลย!"
ผมไม่ได้ตอบคำถามของเธอ แต่ผมหันไปสบตากับรินลดา คู่ชีวิตของผมส่งยิ้มหวานหยดมาให้ พร้อมกับพยักหน้ารับเบาๆ เป็นสัญญาณว่า *'จัดการให้ราบคาบได้เลยครับที่รัก'*
ผมกดโทรออกไปหาเบอร์ที่คุ้นเคยเพียงหนึ่งสาย เสียงปลายสายรับอย่างรวดเร็วด้วยความเคารพยำเกรง
"ท่านประธานครับ... ฝ่ายกฎหมายและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ 'คิวบิก กรุ๊ป' ที่ส่งมาจัดการเรื่องตึกย่านนี้ ดูเหมือนจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของตัวจริงอยู่นะครับ ช่วยจัดการ 'เคลียร์พื้นที่' ให้ผมทีครับ ผมรำคาญเสียงเห่าหอนของหมาข้างถนน"
ผมกดเปิดสపీกเกอร์โฟนให้เสียงก้องกังวานไปทั่วบริเวณหน้าร้านกาแฟ
เสียงปลายสายซึ่งเป็นชายชราผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทาด้วยความตกใจกลัว "ก-กราบขออภัยท่านประธานครับ! ผมไม่รู้ว่านังเด็กเส้นสายคนไหนมันบังA1อาจไปล่วงเกินท่าน! ตอนนี้ผมสั่งระงับอำนาจของมันทั้งหมดแล้วครับ! และ... และบัญชีบริษัทในเครือทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของท่านแต่เพียงผู้เดียวเรียบร้อยแล้วครับ!"
หน้าของนภัสสรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด เธอเบิกตากว้างมองโทรศัพท์ในมือผมด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของเธอกลายสภาพเป็นแข็งทื่อ
"เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!" นภัสสรกรีดร้องออกมาด้วยความสติหลุด "แกเป็นแค่พนักงานกระจอกๆ! แกไม่มีทางเป็น...!"
"ไม่มีทางเป็นอะไรเหรอครับ?" ผมเดินเข้าไปใกล้นภัสสรทีละก้าว รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของผมในตอนนี้ กลับกลายเป็นรอยยิ้มที่ทำให้นภัสสรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ปากเหวแห่งความตาย
ผมหยิบ "บัตรเครดิตสีดำสนิทไร้ขีดจำกัด" ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ รูดมันลงบนเครื่อง EDC ไร้สายที่พนักงานของธนาคารประจำย่านวิ่งถือเข้ามาหมอบกราบรออยู่ก่อนแล้วด้วยความรวดเร็ว
*ติ๊ด! เสียงอนุมัติวงเงินดังขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมกับยอดเงินคงเหลือในบัญชีที่แสดงตัวเลขศูนย์หลายสิบหลักจนตาลาย*
เกรียงไกรทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นคอนกรีตอย่างไร้เรี่ยวแรง ทันทีที่เห็นโลโก้พิเศษบนบัตรใบนั้น มันคือสัญลักษณ์ของเจ้าของกลุ่มทุนที่แท้จริง... ผู้ชายที่กุมเศรษฐกิจครึ่งประเทศไว้ในกำมือ
ผมก้มลงมองนภัสสรที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้
"ยินดีต้อนรับสู่ย่านการค้าของผมนะครับ... คุณน้องสาวตัวแสบ" ผมกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่เฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "และตอนนี้... เชิญไสกหัวออกไปจากตึกของผมได้แล้วครับ"
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของนภัสสรกดดังขึ้นพร้อมกันหลายสาย เสียงแจ้งเตือนการไล่ออกจากงาน การอายัดทรัพย์สิน และการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทแม่ดังระรัวราวกับเสียงประทัดในวันตรุษจีน นภัสสรกำโทรศัพท์ในมือแน่นจนมือสั่นเทา ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อร่างเงาสูงใหญ่ของชายชุดดำกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาล้อมรอบเธอและเกรียงไกรไว้ทุกด้าน พร้อมกับรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวของหัวหน้าบอดี้การ์ดที่เอ่ยประโยคทำลายล้างความหวังสุดท้ายของเธอลงในพริบตา...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมสะใจไปด้วยกันเสมอนะครับ!
ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ•ตอนที่ 17
ยัยน้องสาวตัวร้ายหางโผล่
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!