ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ•ตอนที่ 29

บทเรียนสำหรับพวกชอบดูถูกคน

ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
"ยินดีต้อนรับสู่ 'คฤหาสน์กระจกเงา' ครับ... คุณเมฆา" เสียงทุ้มต่ำผ่านโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด ซึ่งมองเห็นทัศนียภาพของย่านธุรกิจใจกลางมหานครได้แบบ 360 องศา เมฆายืนกอดอกมองออกไปเบื้องล่างด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาของชายหนุ่มไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานแบบที่คนรู้จักมักจะเตือนเสมอว่า *'เวลาไอ้หมอนี่ทำหน้าแบบนี้ แปลว่ากำลังจะมีใครสักคนฉิบหายแบบไม่รู้ตัว'* ข้างกายเขาคือรินลดา หญิงสาวในชุดสูทลำลองเข้ารูป เธอกำลังจิบกาแฟดำอุ่นๆ จากแก้วเซรามิกราคาแพงที่เพิ่งมีพนักงานระดับสูงนำมาเสิร์ฟด้วยอาการตัวสั่นเทา รินลดามองหน้าคู่ชีวิตของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน "ดูท่าทาง... แขกพิเศษที่เราเฝ้ารอจะมาถึงเร็วกว่ากำหนดนะครับคุณเมฆา" รินลดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น้ำคำกลับเชือดเฉือนจนคนฟังต้องเสียวสันหลังวาบ เธอยังจำภาพเมื่อครึ่งปีก่อนได้ดี วันที่เธอก and เมฆายังเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนตัวเล็กๆ ที่ถูกผู้บริหารหน้าเลือดและเหล่าญาติสนิทมิตรสหายจอมปลอมเหยียดหยามไล่ตะเพิดออกจากบริษัทราวกับหมูเหมือนหมา เสียงกระหึ่มต่ำๆ ของเครื่องยนต์เจ็ตที่กำลังแหวกอากาศเข้ามาใกล้ ทำให้กระจกกันกระสุนหนาพิเศษของเพนต์เฮาส์สั่นสะเทือนเบาๆ เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวลำยักษ์สกรีนโลโก้ทองคำบริสุทธิ์ของกลุ่มทุนข้ามชาติระดับโลก ค่อยๆ ลดระดับลงจอดบนลานจอดดาดฟ้าอย่างสง่างาม แรงลมมหาศาลตีระลอกคลื่นอากาศจนเส้นผมของเมฆาปลิวไสวเล็กน้อย แต่เขากลับไม่ขยับเขยื้อนกายหนีไปไหน เขากลับยกมือขึ้นจัดปกเสื้อสูทราคาหลักแสนที่เพิ่งรูดบัตรเครดิตดำซื้อมาเมื่อวานซืนด้วยท่าทางสบายๆ ตัดภาพย้อนกลับไปเมื่อหกเดือนก่อน... ภาพของ "ประธานกิตติ" และ "คุณหญิงวิไล" สองสามีภรรยาเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตระกูลใหญ่ ที่เคยยืนหัวเราะเยาะเย้ยใส่หน้าเมฆาและรินลดาตรงล็อบบี้ตึกเก่าสภาพทรุดโทรม *"หึ! สภาพอย่างพวกแกเนี่ยนะ จะมาเช่าพื้นที่เปิดร้านกาแฟ? แค่ค่าประกันความเสียหายเดือนแรก แกยังต้องผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ เลยมั้งไอ้หนุ่ม! อย่ามาทำตัวเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเลย กลับไปหางานทำไป๊ ทุเรศลูกตาจริงS!"* คำพูดดูถูกเหยียดหยาม เสียงหัวเราะเยาะของพนักงานต้อนรับ และสายตารังเกียจเดียดฉันท์จากผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แต่ทว่า... ในเวลานี้ โลกใบเดิมได้หมุนกลับด้านอย่างสิ้นเชิง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาในห้องประชุมกระจกเงา ประตูอัตโนมัติเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างท้วมใหญ่ในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพง ประธานกิตติและคุณหญิงวิไลก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้าอวบอิ่ม สภาพของทั้งคู่ในตอนนี้ช่างดูน่าเวทนา เสื้อผ้าที่เคยเนี๊ยบกลับยับยู่ยี่ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดราวกับคนกำลังจะจมน้ำตาย และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ด้านหลังของพวกเขามีชายชุดดำร่างยักษ์คอยคุมตัวไว้คนละข้าง กิตติอ้าปากพะงาบๆ คล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลำคอแหบแห้งจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นและสบตากับเมฆาที่ยืนไขว้หลังมองลงมาด้วยรอยยิ้มสุภาพ ประธานผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตก็ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นพรมราคาแพงทันทีอย่างไร้ศักดิ์ศรี "คุณ... คุณเมฆาครับ..." กิตติละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "มะ... หมายความว่ายังไงครับ ที่บอกว่า... ที่บอกว่าตอนนี้คุณเป็น... เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด... เป็นเจ้าของ..." เมฆาไม่ได้ตอบทันที เขาย่างสามขุมเข้าไปใกล้ชายวัยกลางคนผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา สายตาคมกริบมองสำรวจสภาพอันน่าสมเพชของอดีตนายทุนใหญ่ด้วยรอยยิ้มสุภาพบุรุษ แต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นจนน่ากลัว "สวัสดีครับ ประธานกิตติ" เมฆาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับกำลังต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ... สภาพของคุณในตอนนี้ ดู 'สดใส' กว่าตอนที่เราเจอกันครั้งก่อนเยอะเลยนี่ครับ" คุณหญิงวิไลที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างสามี ทรุดตัวลงตามสามีอย่างไร้เรี่ยวแรง เธอกรีดร้องโหยหวนออกมาด้วยความสติแตก พยายามคลานเข้าไปหาเมฆาเพื่อจะกอดขา แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ดึงตัวไว้เสียก่อน "ช่วยด้วยค่ะ! คุณเมฆา! ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถอะค่ะ!" คุณหญิงวิไลโฮออกมา น้ำตาไหลพรากจนเครื่องสำอางราคาแพงเปรอะเปื้อนใบหน้า "พวกเราไม่รู้... พวกเราไม่รู้จริงๆ ว่าตึกทั้งหมดในย่านนี้... และเครือข่ายธุรกิจทั้งหมดที่พวกเราสร้างมาทั้งชีวิต... แท้จริงแล้วเป็นของตระกูลของคุณ! ได้โปรด... อย่าริษยาพวกเราถึงขนาดถอนทุนคืนในคราวเดียวเลยนะคะ บริษัทของเรากำลังจะล้มละลาย พนักงานเป็นร้อยชีวิตจะต้องตกงาน!" รินลดาที่ยืนกอดอกมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ เธอมองสองสามีภรรยาด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความสงสาร ไร้ซึ่งความเห็นใจ มีเพียงความสะใจที่ถูกเก็บกดไว้มานานนับปีถูกปลดปล่อยออกมาผ่านรอยยิ้มเยือกเย็น "อ๋อ... เพิ่งนึกได้เหรอครับว่ามีพนักงานต้องตกงาน?" รินลดาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อ แต่คมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง "ตอนที่พวกคุณไล่พวกเราออกตอนนั้น... ตอนที่พวกคุณหัวเราะเยาะใส่ความฝันของคนอื่นอย่างไร้ความปรานี... พวกคุณเคยคิดถึงหัวอกคนอื่นบ้างไหมครับ?" กิตติเงยหน้าขึ้นมองรินลดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ริมฝีปากสั่นระริก "ทะ... ธุรกิจตระกูลเราสั่งสมมาตั้งสามสัปดาห์... เอ๊ย สามสิบปี... พวกคุณจะฮุบมันไปในเวลาแค่สามนาทีแบบนี้ไม่ได้นะครับ!" "ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ?" เมฆายิ้มกว้างขึ้น ดวงตาโค้งลงอย่างอารมณ์ดี มือขวาล้วงหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิท ไร้ลวดลาย ไร้วงเงินจำกัด ออกมาควงเล่นในมืออย่างสบายอารมณ์ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ในความเงียบสงบช่างบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของคนฟัง "ในเมื่อโลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยเงิน และพวกคุณก็ดันโง่พอที่จะเอาหุ้นทั้งหมดมาค้ำประกันเงินกู้มหาศาลกับธนาคารในเครือของผม... มันก็ช่วยไม่ได้นะครับ ที่สุดท้ายแล้ว... ทุกตารางนิ้วในย่านนี้ รวมถึงเก้าอี้ที่พวกคุณกำลังนั่งคุกเข่าอยู่... จะกลายเป็น 'กรรมสิทธิ์' ของผมโดยสมบูรณ์" เมฆาโน้มตัวลงไปกระซิบใกล้หูของกิตติที่กำลังหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม "อ้อ... แล้วก็ ไม่ต้องห่วงเรื่องพนักงานหรอกนะครับ..." เมฆากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน "เพราะผมเพิ่งเซ็นคำสั่งแต่งตั้ง 'ผู้บริหารชุดใหม่' ไปเมื่อวินาทีที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอดเมื่อกี้นี้เอง... และบังเอิญเหลือเกินว่า..." เมฆาหันไปยิ้มให้รินลดาที่ยืนอยู่เคียงข้าง "...ตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของกลุ่มบริษัททั้งหมดในย่านนี้ คือคุณรินลดา คู่ชีวิตของผมนั่นเองครับ" สิ้นคำพูดนั้น กิตติและวิไลก็เบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า พวกเขาช็อกสนิทจนไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะส่งเสียงร้อง ร่างกายทรุดฮวบลงไปนอนกองกับพื้นพรมอย่างไร้การควบคุม ความพ่ายแพ้ที่แท้จริงได้มาเยือนถึงหน้าประตูบ้านแล้ว และไม่มีหนทางใดที่จะพลิกเกมกลับมาได้อีกตลอดกาล เมฆายืนขึ้นเต็มความสูง จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ด "พาตัวอดีตผู้บริหารตกอับสองคนนี้ออกไปจากตึกของผมด้วยครับ... อ้อ แล้วช่วยเคลียร์พื้นที่ชั้นล่างให้เรียบร้อยด้วย เพราะอีกสิบนาที... ผมมีนัดดินเนอร์ฉลองตำแหน่งใหม่กับคุณรินลดาที่ห้องอาหารบนดาดฟ้า..." เมฆาพูดค้างไว้แค่นั้น ก่อนที่สายตาคมกริบจะหันกลับมามองตรงมาที่กล้องราวกับจะท้าทาย ทว่า... ในวินาทีที่บอดี้การ์ดกำลังจะเข้ามาหิ้วปีกกิตติออกไป เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเมฆากลับดังขึ้นขัดจังหวะ เสียงเรียกเข้าอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเมฆาชะงักไปชั่วขณะ เมฆาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏว่าเป็นเบอร์แปลกที่ไม่แสดงตัวตน แต่รหัสพื้นที่โทรมาจากต่างประเทศ... และทันทีที่เขากดรับสาย เสียงปลายสายก็เอ่ยประโยคที่ทำให้รอยยิ้มของชายหนุ่มจางหายไปในพริบตา *"สวัสดีครับคุณเมฆา... น่าเสียดายจังนะครับ ที่คุณคิดว่าคุณเป็นเจ้าของทุกอย่างในย่านนี้เบ็ดเสร็จแล้ว... แต่ลืมเช็คไปหรือเปล่าครับว่า... 'โฉนดที่ดินผืนสุดท้าย' ที่อยู่ใต้ตึกหลังนี้... ตอนนี้มันอยู่ในมือของใคร?"* โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ฮาไม่จำกัด" มาจนถึงโค้งสุดท้ายนี้ด้วยนะครับ!
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดันเผลอเหมาทั้งย่าน กลายเป็นเจ้าของตึกแบบงงๆ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%