หน้าจอโฮโลแกรมตรงแผงควบคุมหลักดับวูบลงอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับเสียงเตือนจังหวะสุดท้ายที่ขาดหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งที่แผ่ขยายเข้ามาแทนที่
อีไลจาห์ วอล์คเกอร์ ไม่ได้ขยับตัว เขายังคงยืนค้ำโต๊ะทำงานในห้องควบคุมระบบขับเคลื่อน ดวงตาสีสนิมจ้องมองไปยังแถบสัญญาณสื่อสารสีแดงฉานที่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งคลื่นความถี่ ข้อมูล หรือแม้แต่เสียงสัญญาณรบกวนจากสถานีภาคพื้นดินบนโลก
โลก... ได้หายไปจากการรับรู้ของพวกเขาแล้ว
"สัญญาณถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์แล้วครับ วอล์คเกอร์"
เสียงของระบบปัญญาประดิษฐ์ประจำสถานีดังขึ้นทำลายความเงียบ ทว่ามันช่างราบเรียบและไร้ชีวิตชีวาเสียจนน่าหงุดหงิด อีไลจาห์ผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างควบคุมอารมณ์ ปลายเล็บของเขาจิกเข้ากับขอบโลหะของแผงควบคุมจนขึ้นข้อขาว ความกดดันในห้องสุญญากาศแห่งนี้ไม่ได้มาจากแรงดันอากาศที่ลดต่ำลง แต่มันมาจากความจริงที่ว่า บัดนี้พวกเขาถูกตัดขาดจากอารยธรรมมนุษย์ และถูกทิ้งให้ลอยเค្វ้งอยู่กลางมหาสมุทรแห่งความเวิ้งว้างโดยลำพัง
ประตูกลอัตโนมัติเปิดออกพร้อมกับร่างของ ดร.เซเลสเทีย เวลส์ เธอก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเงียบเชียบ ชุดกาวน์สีขาวสะอาดตาตัดกับบรรยากาศสลัวของห้องควบคุม เซเลสเทียกวาดสายตาปราดเดียวไปยังหน้าจอหลักที่ไร้สัญญาณ ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"คุณดูไม่แปลกใจเลยนะ ดร.เวลส์" อีไลจาห์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เฉียบคม ทอดมองหญิงสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"ความแปลกใจเป็นปฏิกิริยาของคนที่คาดหวังอะไรบางอย่างจากความไม่แน่นอนครับ วอล์คเกอร์" เซเลสเทียตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอเดินเข้าไปใกล้แผงควบคุม ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนกระจกโฮโลแกรมที่ไร้การตอบสนอง "แต่สำหรับฉัน กฎของฟิสิกส์ไม่เคยให้ความหวังลมๆ แล้งๆ โลกไม่ได้ตัดขาดเรา... เราต่างหากที่หลุดพ้นจากวงโคจรของพวกเขามาตั้งแต่แรกแล้ว"
"หลุดพ้นงั้นเหรอ? คุณกำลังพูดถึงความเป็นความตายของมนุษย์นับพันล้านคนนะ" อีไลจาห์ก้าวเข้าไปประชิด ร่างกายของเขาสูงใหญ่จนสร้างเงาทาบทับร่างของหญิงสาวได้อย่างง่ายดาย กลิ่นอายความดุดันและร้อนรุ่มพวยพุ่งออกมาจากตัวเขา "ทฤษฎีบ้าๆ ของคุณมันกำลังทำให้เรากลายเป็นคนตาบอดในอวกาศ และคุณยังกล้าพูดว่ามันคือความหลุดพ้นงั้นหรือ?"
เซเลสเทียเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาสีมรกตของเธอไม่มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดและหลงใหลในเวลาเดียวกัน
"แล้วคุณอยากให้ฉันกรีดร้องเหมือนเด็กๆ หรือครับ วอล์คเกอร์?" เธอย้อนถาม น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "การสูญเสียการติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า เตาปฏิกรณ์ฟิวชันกำลังจะเกินขีดจำกัด และถ้าคุณมัวแต่เอาเวลามาโกรธเกรี้ยวกับความเงียบของจักรวาล เราก็จะกลายเป็นแค่เศษซากดาวเคราะห์ที่ลอยอย่างไร้จุดWandering ไปตลอดกาล"
บทสนทนาหยุดชะงักลง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ดังสะท้อนอยู่ในความเงียบงัน เคมีอันตึงเครียดระหว่างพวกเขารุนแรงเสียจนแทบจะจุดประกายไฟขึ้นมาได้ในอากาศ อีไลจาห์จ้องมองริมฝีปากที่กำลังเอ่ยถ้อยคำอันไร้หัวใจนั้น เขารู้ดีว่าเซเลสเทียพูดถูก ครึ่งหนึ่งของสมองเขาสั่งให้หันไปจัดการกับระบบสำรองพลังงาน แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับถูกดึงดูดด้วยแรงโน้มถ่วงประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวผู้หญิงคนนี้—ผู้หญิงที่ยืนหยัดอยู่บนซากปรักหักพังของเหตุผลอย่างไร้ความรู้สึก
"คุณไม่มีหัวใจจริงๆ สินะ เซเลสเทีย" อีไลจาห์กระซิบแผ่วเบา ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนเขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ จากตัวเธอ
"ถ้าการมีหัวใจหมายถึงการพังทลายเพราะเสียงสะท้อนจากอดีตแบบที่คุณเป็น... ฉันยินดีที่จะไร้หัวใจครับ" เธอกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อยเป็นครั้งแรก ดวงตาของเธอดำดิ่งลงไปในความทรงจำของเขาอย่างรู้ทัน
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวในเหตุการณ์ความล้มเหลวของสถานีทดลองเมื่อหลายปีก่อนถูกกระชากขึ้นมาอีกครั้ง อีไลจาห์กัดกรามแน่น มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือของเธอไว้โดยไม่รู้ตัว แรงบีบไม่ได้รุนแรงพอที่จะทำร้าย แต่หนักหน่วงพอที่จะสื่อสารความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกร้าว
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมาทำลายกำแพงอารมณ์นี้ เสียงเตือนภัยระดับวิกฤตก็แผดเสียงดังลั่นห้องควบคุม!
*ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!*
แสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลับขาวสาดส่องลงมาบนใบหน้าของทั้งคู่ หน้าจอโฮโลแกรมหลักที่เคยดับสนิทกลับสว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีคำสั่งจากศูนย์ควบคุม ข้อมูลชุดใหม่ไหลทะลักขึ้นมาบนหน้าจออย่างรวดเร็วจนอ่านแทบไม่ทัน
เซเลสเทียขมวดคิ้วเรียวสวย เธอสะบัดข้อมือเบาๆ เพื่อหลุดจากการพันธนาการ แล้วหันขวับไปมองหน้าจอหลักทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นรหัสสัญญาณที่ปรากฏขึ้น
"นั่นไม่ใช่สัญญาณจากโลก..." เซเลสเทียพึมพำ น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นกลับเจือไปด้วยความไม่มั่นใจเป็นครั้งแรก
อีไลจาห์ก้าวเข้ามาประกบข้าง กวาดสายตาอ่านข้อความที่ถูกถอดรหัสออกมาจากคลื่นความถี่ลึกลับที่เพิ่งแทรกเข้ามาในระบบปิดของสถานี
รหัสลับทางทหารระดับสูงสุด... และพิกัดตำแหน่งที่ระบุไว้ ไม่ใช่ดาวเคราะห์ดวงใดในระบบสุริยะ แต่เป็นจุดอับสัญญาณที่อยู่ห่างออกไปจากสถานีของพวกเขาเพียงแค่สามหน่วยดาราศาสตร์เท่านั้น
และที่สำคัญที่สุด... บนหน้าจอแสดงภาพจำลองคลื่นเสียงของการส่งสัญญาณ ที่ระบุชัดเจนว่าต้นทางไม่ได้ส่งข้อมูลมาเพื่อติดต่อ แต่กำลัง *“เคาะ”* เรียกพวกเขาจากความมืดภายนอกฮัลล์ยาน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความเวิ้งว้างและแรงโน้มถ่วงแห่งอารมณ์นี้ไปด้วยกันนะครับ
วิศวกรดวงดาวปะทะศาตราจารย์ไร้ใจ•ตอนที่ 7
ความเงียบก่อนพายุ
ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรดวงดาวปะทะศาตราจารย์ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!