กลิ่นอายของกระดาษโบราณผสมผสานกับความอับชื้นของห้องใต้ดิน คลุ้งอยู่ในโพรงจมูกของ ดร.รินรดา ทว่าสิ่งที่รบกวนสมาธิเธอยิ่งกว่ากลิ่นอายแห่งกาลเวลา คือเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่กำลังก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลัง โดยปราศจากการเคาะประตูขออนุญาต
เสียงปิดประตูไม้สักหนาหนักดังขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึก เธอยังคงก้มหน้าอยู่เหนือโต๊ะทำงาน แสงไฟจากโคมัตโตะสีส้มสาดส่องลงบนภาพถ่ายฟิล์มกระจกอายุหลายร้อยปีในมือ นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวบรรจงใช้พู่กันขนกระรอกปัดฝุ่นละอองที่เกาะกุมร่องรอยการสลักเสลาบนวัตถุชิ้นนั้นอย่างทะนุถนอม
"คุณล้ำเส้นเกินไปแล้วนะครับ ศาสตราจารย์คินน์" รินรดาเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าเจือไปด้วยกระแสความเยียบเย็นที่พร้อมจะขับไล่ผู้มาเยือนได้ทุกเมื่อ
เสียงหัวهในลำคอของชายวัยกลางคนดังขึ้นแผ่วเบา ร่างสูงโปรดในชุดสูทเนื้อดีแต่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการเดินทาง ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำงาน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดตามองหลักฐานชิ้นเอกบนโต๊ะด้วยความสนใจใคร่รู้ ราวกับพรานล่าสัตว์ที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกรง
"ล้ำเส้น? หรือว่าผมแค่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตที่คุณจงใจสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองจากความจริงกันแน่ครับ ดร.รินรดา"
คินน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ เขาค่อยๆ วางแฟ้มเอกสารหนังสีดำสนิทลงบนโต๊ะ เสียงวัตถุกระทบพื้นผิวไม้ดังทึบ แต่มันกลับดึงดูดสายตาของนักโบราณคดีสาวให้ละจากภาพถ่ายโบราณได้อย่างชะงัด
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาผู้มาเยือน แววตาของเธอแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยคำถาม เธอไม่เคยไว้วางใจผู้ชายคนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชื่อของเขาถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายมืดซื้อขายโบราณวัตถุข้ามชาติ แม้ว่าในทางวิชาการ เขากับเธอจะเคยร่วมงานกันในฐานะที่ปรึกษาโครงการระดับชาติมาแล้วหลายครั้งก็ตาม
"ฉันไม่มีเวลามารื่นรมย์กับเกมจิตวิทยาของคุณหรอกนะคินน์ ถ้าคุณมาเพื่อจะพูดเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับสมบัติของราชวงศ์ที่สูญหาย เชิญออกไปทางเดิมที่คุณเข้ามาได้เลย" เธอยังคงรักษาท่าทีเย่อหยิ่งและถือดีในกรอบระเบียบของตนเอง
คินน์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่คมที่ฉายแววคำนวณอยู่ตลอดเวลา เขาค่อยๆ เลื่อนแฟ้มเอกสารสีดำเข้ามาใกล้ตัวเธอทีละนิด ราวกับกำลังหยิบยื่นพันธะสัญญาที่ปีศาจยื่นให้มนุษย์แลกกับวิญญาณ
"ไร้สาระอย่างนั้นหรือครับ..." คินน์ทวนคำ เสียงของเขาเบาราวกับกระซิบ แต่มันกลับดังก้องในความเงียบงันของห้อง "ถ้าสิ่งที่คุณเรียกว่า 'ความจริงทางประวัติศาสตร์' ที่คุณยึดมั่นนักหนา มันเป็นเพียงเรื่องโกหกคำโตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปิดการนองเลือดล่ะ?"
รินรดาชะงัก ลมหายใจของเธอสะดุดไปเสี้ยววินาที คำพูดนั้นจี้เข้าที่แผลเป็นในใจของเธออย่างจงใจ บิดาของเธอต้องจบชีวิตลงในหลุมขุดค้นที่ลึกลับและเต็มไปด้วยปริศนาเมื่อสี่ปีก่อน ก็ด้วยข้อครหาเรื่องการบิดเบือนประวัติศาสตร์เช่นนี้
"คุณรู้อะไร..." เธอถามเสียงลอดไรฟัน ร่างกายเกร็งเครียดโดยไม่รู้ตัว
"ผมรู้ว่าพ่อของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุความประมาทอย่างที่รายงานทางการระบุไว้หรอกครับ" คินน์โน้มตัวลงมาข้างหน้า มือประสานกันบนโต๊ะ สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "และผมก็รู้ด้วยว่า สิ่งที่คุณกำลังพยายามไขปริศนาจากภาพถ่ายกระจกแผ่นนั้น มันกำลังนำพาคุณไปสู่จุดจบเดียวกันกับท่าน"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น รินรดารู้สึกได้ถึงความหนบหนับของเหงื่อที่ซึมตามฝ่ามือ หัวใจเต้นระรัวด้วยความโกรธและหวาดกลัวผสมปนเปกัน แต่น้ำเสียงของเธอยังคงบังคับให้ราบเรียบที่สุด
"คุณต้องการอะไรกันแน่ คินน์"
เมื่อเห็นว่าปลาติดเบ็ดแล้ว รอยยิ้มของคินน์ก็ปรากฏชัดเจนขึ้น เขาใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่แฟ้มเอกสารสีดำ
"ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ครับ... บันทึกภาคสนามฉบับจริงของพ่อคุณ พร้อมพิกัดที่ตั้งที่แท้จริงของซากปรักหักพังแห่งอารยธรรมที่สูญหาย ที่รัฐบาลและสถาบันของคุณพยายามปกปิดมาตลอดสิบปี" คินน์เว้นจังหวะ ปล่อยให้ข้อเสนอซึมซับเข้าสู่ความนึกคิดของหญิงสาว "แลกกับการที่... คุณต้องร่วมเดินทางไปกับผม ในฐานะหัวหน้าทีมสำรวจภาคสนามเฉพาะกิจของเรา"
รินรดานิ่งงัด สมองของเธอกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ระหว่างจรรยาบรรณนักวิชาการที่เธอถือ กับความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อที่เธอโหยหามาตลอดชีวิต มันคือทางแยกที่อันตรายที่สุดในชีวิตนักโบราณคดีของเธอ
เธอยื่นมือสั่นเทาออกไปแตะที่แฟ้มหนังสีดำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ชายเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
"ถ้าฉันพบว่าคุณโกหกแม้แต่คำเดียว..." รินรดาเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ฉันนี่แหละที่จะฝังคุณไว้ในหลุมเดียวกับที่พ่อของฉันเคยอยู่"
คินน์หัวเราะในลำคอด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง เขาผายมือออกเชิงเชื้อเชิญ "ยินดีต้อนรับสู่ความเป็นจริงครับ ดร.รินรดา"
ทว่า... ก่อนที่นิ้วของเธอจะทันได้เปิดฝาแฟ้มเอกสารแผ่นนั้นออก เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นแผ่วเบาจากทางระเบียงด้านนอก—ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ที่เดินปกติ แต่มันเป็นเสียงลากวัตถุโลหะครูดไปกับพื้นปูน... และกลิ่นฉุนของสนิมเหล็กก็ลอยทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามาเตะจมูก ทั้งที่หน้าต่างทุกบานถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 2
ผู้มาเยือนจากเงามืด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!