รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 1

ศิลาที่ไม่มีที่มา

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลิ่นอับชื้นของดินโคลนผสมกับสนิมเหล็กคือกลิ่นเดียวที่ ดร.รินรดา ไว้ใจได้ในโลกใบนี้ ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือยางสีฟ้าออกแรงกดปลายเกรียงเหล็กขูดคราบดินอัดแน่นออกจากร่องหินทรายอย่างระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวของเธอถูกคำนวณด้วยความแม่นยำระดับห้องปฏิบัติการ ไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด ไม่มีที่ว่างให้ความเชื่อส่วน บุคคล ที่นี่คือ "แหล่งขุดค้นหมายเลข 7" ซากอารยธรรมโบราณลึกลับกลางหุบเขาภาคเหนือที่ถูกรัฐบาลสั่งปิดตายมานานกว่าสิบปี เหตุผลอย่างเป็นทางการคือความไม่ปลอดภัยของโครงสร้าง แต่สำหรับรินรดา มันคือสถานที่ที่พ่อของเธอทิ้งลมหายใจสุดท้ายไว้ พร้อมกับทฤษฎีที่คนในวงการวิชาการตราหน้าว่าเป็น "ความเพ้อฝันของคนเสียสติ" "คุณกำลังขุดหาหลักฐาน หรือกำลังขุดหลุมศพให้ตัวเองกันแน่ครับ ดร.รินรดา" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากความมืดของอุโมงค์หินด้านหลัง โดยไม่ต้องหันไปมอง เธอก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายจาง ๆ ของกาแฟดำคั่วเข้มและบุหรี่มวนต่อมวน—กลิ่นประจำตัวของศาสตราจารย์คินน์ ที่ปรึกษาโครงการผู้กุมงบประมาณมหาศาล และผู้ชายที่เธอสงสัยมาตลอดว่ามีเบื้องหลังซ่อนเร้นมากกว่าแค่การเป็นนักวิชาการอิสระ รินรดายังคงไม่เงยหน้าขึ้นจากหลุม เธอใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นละเอียดออกจากแนวหินอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนาที่เย็นชาพอกัน "ฉันกำลังทำหน้าที่ของนักโบราณคดีค่ะ... อ้อ ขอโทษที ติดนิสัยพูดตามตำรา ความจริงฉันกำลังหา 'ความจริง' ต่างหากล่ะคะ คินน์" เธอจงใจเน้นเสียงที่คำว่าความจริง เพื่อเตือนให้เขาระลึกถึงจุดยืนที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างเขากับเธอ เสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ดังขึ้น คินน์ก้าวเท้าเข้ามาในรัศมีแสงไฟคาดหัวของเธอ เงาสูงใหญ่ทาบทับลงบนผนังหินชื้นแฉะ เขาไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันใด ๆ นอกจากเสื้อเชิร์ตพับแขนและแว่นตากอบกู้สายตาที่สะท้อนแสงไฟวับวาว "ความจริงเป็นสิ่งเปราะบางนะครับ รินรดา ยิ่งคุณพยายามขุดมันขึ้นมาจากโคลนตมมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งแปดเปื้อนคราบไคลของกาล เวลาจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม... เหมือนกับเรื่องของพ่อคุณนั่นแหละครับ" เกรียงเหล็กในมือของรินรดาหยุดชะงักทันที กล้ามเนื้อสันกรามของเธอขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความโกรธแค้นแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่วินัยที่ถูกฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดทำให้เธอควบคุมน้ำเสียงให้กลับมานิ่งสนิทได้อย่างรวดเร็ว "พ่อของฉันตายเพราะความจริงไม่ได้ถูกบิดเบือนโดยพวกที่เห็นแก่ผลประโยชน์ต่างหากล่ะคะ" เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเย็นเยียบประดับบนริมฝีปากอยู่เสมอ "และฉันมาที่นี่ เพื่อพิสูจน์ว่าสมมติฐานของท่านถูกต้อง ไม่ใช่มาฟังคำเตือนไร้สาระจากคุณ" คินน์เลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองสำรวจเธอราวกับกำลังวิเคราะห์ตัวอย่างเชื้อโรคใต้กล้องจุลทรรศน์ แววตาคู่นั้นมีความหมายบางอย่างที่รินรดาเกลียดชัง—มันคือความรู้สึกเวทนาที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความสนใจใคร่รู้ "ความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์เหรอครับ?" คินน์ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝุ่นควันของเขาปะปนกับอากาศเย็นเยียบ "บางครั้ง สิ่งที่คุณเรียกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อาจเป็นเพียงกรงขังทางความคิดที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเองว่าเราเข้าใจจักรวาลนี้ดีแล้ว... ลองดูนี่สิครับ สิ่งที่คุณกำลังขุดอยู่ อาจจะกำลังหัวเราะเยาะทฤษฎีของคุณอยู่ก็ได้" เขายื่นมือไปชี้ที่ผนังหินเบื้องล่าง ซึ่งเป็นจุดที่เกรียงของเธอยังขุดไม่ถึง รินรดากัดริมฝีปากเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจในท่าทีคุกคามของเขา แต่ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักวิชาการก็เอาชนะทิฐิ เธอจึงทรุดตัวลงคุกเข่าอีกครั้ง แล้วใช้แปรงปัดเศษดินชิ้นสุดท้ายออกอย่างแรง ทันใดนั้น แสงไฟฉายก็กระทบเข้ากับผิววัตถุบางอย่างที่ฝังตัวอยู่ลึกในผนังหินทราย รินรดานิ่งงัน ลลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ มันไม่ใช่เครื่องมือหินกะเทาะ ไม่ใช่เศษเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีโบราณ และไม่ใช่กระดูกมนุษย์ตามที่ควรจะพบในแหล่งขุดค้นยุคสำริดทั่วไป สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือแผ่นศิลาสีดำสนิท พื้นผิวของมันเรียบเนียนผิดธรรมชาติ ราวกับถูกตัดแต่งด้วยลำแสงเลเซอร์ความร้อนสูง ทั้งที่ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นหินธรรมชาติที่อัดแน่นมานับพันปี และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ รอยสลักบนแผ่นศิลานั้น... มันไม่ใช่ตัวอักษรโบราณ ไม่ใช่ภาพวาดสัญลักษณ์พิธีกรรม แต่เป็นชุดของสมการคณิตศาสตร์และโครงสร้างทางพันธุศาสตร์ที่มนุษยชาติเพิ่งค้นพบในศตวรรษที่ 21 นี้เอง! รินรดาเบิกตากว้าง สมองของเธอกำลังปฏิเสธข้อมูลตรงหน้า ขัดแย้งกับหลักการทางโบราณคดีทุกข้อที่เธอเคยเรียนรู้มาทั้งชีวิต มันเป็นไปไม่ได้ อารยธรรมโบราณจะล่วงรู้รหัส DNA ของมนุษย์ได้อย่างไร? เธอยื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไปเพื่อสัมผัสพื้นผิวศิลาประหลาดนั้น ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วจะทันแตะโดน คินน์ก็ยื่นมือมาคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น แรงบิดจากมือของเขาหยุดการกระทำของเธอไว้ทันที "อย่าแตะต้องมันเด็ดขาดครับ..." น้ำเสียงของคินน์เปลี่ยนจากความเย้าแหย่เป็นความจริงจังเฉียบขาดอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาของเขาเข้มขึ้นจนน่ากลัว "มีบางอย่างกำลังจับตาดูเราอยู่... และเสียงฝีเท้านั่น ก็ไม่ได้มาจากทีมสำรวจของเราด้วยครับ" รินรดาชะงัก หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นตระหนก เธอเงี่ยหูฟังท่าความเงียบสงัดของอุโมงค์ใต้ดิน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์ทางเข้าด้านนอก—มุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขากำลังยืนอยู่ พร้อมกับแสงไฟฉายปริศนากราดผ่านความมืดเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%