ปลายปากกาสไตลัสหัวเพชรของ ดร.รินรดา หยุดชะงักลงกลางอากาศ ท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ ที่มีเพียงเสียงฮัมเบา ๆ ของเครื่องปรับอากาศและกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณคละคลุ้ง แสงไฟนีออนสีขาวนวลส่องกระทบแผ่นศิลาจารึกอารยธรรมโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะปฏิบัติการ เผยให้เห็นรอยสลักเสลาอันละเอียดอ่อน ทว่าในสายตาของนักโบราณคดีผู้ผ่านสนามขุดค้นมานับไม่ถ้วน ความสมบูรณ์แบบนี้กลับซ่อนความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้สันหลังวาบขึ้นมาอย่างประหลาด
"คุณกำลังใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกแล้วนะครับ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง คินน์ก้าวออกมาจากเงาสลัว ร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้มไร้รอยยับทอดเงาทาบทับลงบนโต๊ะทำงาน แววตาหลังกรอบแว่นโลหะคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ใบหน้าอันเคร่งเครียดของหญิงสาว ราวกับกำลังอ่านหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยรหัสลับ
รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา เธอยังคงจดจ้องผ่านเลนส์แว่นขยายกำลังขยายสูงไปยังอักษรตัวที่สิบสองของบรรทัดที่สามบนแผ่นศิลา
"วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนให้เราเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นอย่างเดียวหรอกค่ะ... เอ้ย... ครับ ศาสตราจารย์" รินรดาเผลอหลุดคำสามัญสำนองเดิมออกไปชั่วขณะ ก่อนจะดึงน้ำเสียงให้กลับมาเป็นทางการและเยือกเย็นดังเดิม "หลักฐานชิ้นนี้ผ่านกระบวนการคาร์บอน 14 มาแล้ว อายุของมันไม่ต่ำกว่าสองพันปี แต่วิธีการตอกร่องอักษรแบบนี้... มันไม่ใช่เทคนิคของช่างแกะสลักในยุคสำริดตอนปลาย"
คินน์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เธอเกลียดชังเพราะมันมักจะมาพร้อมกับความจริงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่เขามักจะจงใจทิ้งไว้ให้เธอไขปริศนาด้วยความหงุดหงิด
"แล้วคุณคิดว่ามันเป็นฝีมือใครล่ะครับ? หรือว่า... คุณกำลังกลัวว่าพ่อของคุณจะไม่ได้เป็นคนค้นพบความจริงทั้งหมดเมื่อสิบปีก่อนกันแน่"
บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น หัวใจของรินรดาเต้นกระหน่ำด้วยแรงกระตุ้นจากความโกรธที่ถูกสะเกิดถูกปมในอดีต การสูญเสียพ่อกลางทะเลทรายในภารกิจที่ถูกตราหน้าว่าเป็นการ "ขุดค้นนอกรีต" ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ เธอกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นเป็นสันนูน แต่ยังคงรักษาท่าทีที่นิ่งสงบเอาไว้ได้
"อย่าเอาเรื่องของพ่อฉันมาเป็นเครื่องมือในการเล่นเกมจิตวิทยาของคุณเลย คินน์" เธอวางปากกาสไตลัสลงกระทบโต๊ะเสียงดังสนั่น "เรามาคุยกันในฐานะนักวิชาการดีกว่า... ดูนี่สิครับ"
รินรดาขยับตัวเปิดทางให้คินน์ก้าวเข้ามาใกล้ แสงจากหลอดไฟส่องสว่างเฉพาะจุดไปยังตัวอักษรโบราณ
"ปกติแล้ว ร่องรอยการสลักด้วยค้อนและสิ่วหินจะมีความไม่สม่ำเสมอตามแรงกระแทก แต่นี่..." เธอใช้วัสดุปลายแหลมชี้ให้เห็นร่องลึก "ความลึกของร่องอักษรทุกตัวมีความแม่นยำระดับไมครอน ไม่มีร่องรอยของการลังเลมือแม้แต่น้อย มันเรียบเนียนเกินกว่าที่มนุษย์ในยุคสองพันปีก่อนจะใช้เครื่องมือหินทำได้ และที่สำคัญที่สุด..."
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตกับดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม
"มีอักษรบางตัวถูกแทรกแซง"
คินน์โน้มตัวลงมาใกล้ ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ และกลิ่นโคโลญจ์เจือจางผสมกับกลิ่นกระดาษเก่า รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเลือนหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังที่คาดไม่ถึง
"อักษรตัวไหนครับ" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเฉียบคมขึ้น
"ตัวอักษรที่สามจากซ้ายในแถวสุดท้าย" รินรดากล่าว พลางกดแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์เพื่อแสดงภาพสแกนสามมิติความละเอียดสูงขึ้นบนจอภาพขนาดใหญ่ "มันคือสัญลักษณ์แทนคำว่า 'ความรุ่งโรจน์' ตามพจนานุกรมศิลาโบราณ แต่ถ้าเราซ้อนภาพกราฟิกนี้เข้ากับโครงสร้างภาษาถิ่นโบราณที่คุณเป็นคนแปลเมื่อสัปดาห์ก่อน..."
ภาพบนหน้าจอปรากฏเส้นตารางคำนวณซับซ้อน รินรดาคลิกเมาส์เพียงครั้งเดียว ภาพสามมิติของตัวอักษรนั้นก็หมุนพลิกกลับด้านในมุมมองแบบเอ็กซ์เรย์
"...มันไม่ใช่คำว่าความรุ่งโรจน์" เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ "แต่มันคือพิกัด... และมันถูกสลักทับลงไปใหม่เมื่อไม่นานมานี้เอง"
คินน์นิ่งเงียบไป ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองหน้าจอภาพ สันกรามของชายหนุ่มขยับเล็กน้อยคล้ายกำลังขบคิดคำนวณบางอย่างในหัวอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยานี้ไม่ได้แสดงถึงความประหลาดใจ... แต่มันเหมือนกับคนที่กำลังค้นพบว่าแผนการบางอย่างกำลังดำเนินไปเร็วกว่าที่คาดไว้
"คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม" รินรดากระซิบถาม เสียงของเธอเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความระแวง เธอถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง "คุณรู้อยู่แล้วว่าศิลาแผ่นนี้ไม่ใช่โบราณวัตถุดั้งเดิม แต่มันคือ 'แผนที่' ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล่อให้ใครบางคนขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง"
คินน์เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ริมฝีปากหยักลึกแย้มยิ้มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้รอยยิ้มนั้นกลับดูมืดหม่นและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
"คุณฉลาดมากครับ รินรดา... น่าเสียดายที่ความฉลาดของคุณมักจะพาตัวเองเดินเข้าไปในถ้ำเสืออยู่เรื่อย" คินน์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงนัยยะลึกล้ำ "บางที... คุณอาจจะไม่อยากรู้หรอกนะครับว่า ใครเป็นคนทุบศิลาแผ่นนี้ขึ้นมาเมื่อสัปดาห์ก่อน และเป้าหมายที่แท้จริงของการเปิดโปงความลับนี้ ไม่ใช่เพื่อค้นหาประวัติศาสตร์... แต่มันคือการขุดหลุมฝังศพใครบางคนอีกครั้งต่างหาก"
ก่อนที่รินรดาจะทันได้เอ่ยปากโต้แย้ง เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นสนั่นตึก ระบบไฟฉุกเฉินสีแดงฉานกะพริบวาบไปทั่วห้องใต้ดิน พร้อมกับเสียงล็อกออนของประตูนิรภัยอัตโนมัติที่ปิดตายอย่างไร้ทางหนี
ในความมืดที่ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉาน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก... และมันกำลังมุ่งหน้ามาที่ห้องนี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 3
รหัสลับระหว่างบรรทัด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!