รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 4

รอยเลือดบนหน้ากระดาษ

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในห้องเก็บเอกสารใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ แสงไฟจากหลอดฟلูออเรสเซนต์กะพริบถี่เป็นจังหวะกระชั้นราวกับจะหมดอายุขัย ทอดเงายาวทาบทับชั้นหนังสือไม้สักที่อัดแน่นไปด้วยบันทึกการขุดค้นทางโบราณคดีนับร้อยปี "คุณคิดว่าตำนานคือเกราะกำบังของความจริง หรือเป็นเพียงเครื่องมือไว้กลบเกลื่อนความโลภกันแน่ครับ ดร.รินรดา" เสียงทุ้มต่ำของศาสตราจารย์คินน์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขายืนพิงชั้นหนังสือ มือเรียวยาวสวมถุงมือหนังสีดำกำลังพลิกดูสมุดบันทึกหน้าเก่าที่เปราะบาง ใบหน้าคมคายภายใต้เงาสลัวฉายรอยยิ้มเยียบเย็นที่อ่านไม่ออก รินรดากวาดสายตามองเอกสารตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า นิ้วเรียวของเธอเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะเนิบนาบเพื่อควบคุมสติ เธอเกลียดการคาดเดาอย่างไร้หลักฐาน และยิ่งเกลียดรอยยิ้มของชายตรงหน้ามากกว่าสิ่งใด "ตำนานก็แค่นิทานปรัมปราที่ถูกแต่งแต้มโดยมนุษย์ที่หวังจะควบคุมสังคมด้วยความกลัว ศาสตราจารย์คินน์... แต่นักโบราณคดีที่ดีควรยึดถือหลักฐานทางกายภาพ ไม่ใช่นิทานพื้นบ้าน" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา และเจือความระแวงอย่างไม่ปิดบัง "บางที... คุณอาจจะมั่นใจในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากเกินไป จนลืมไปว่ามนุษย์เรานี่แหละครับที่บิดเบือนความจริงได้เก่งที่สุด" คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะปิดสมุดบันทึกเสียงดัง *ทึบ* "โดยเฉพาะเมื่อมีผลประโยชน์มหาศาลอยู่เบื้องหลังการค้นพบครั้งนี้" บรรยากาศระหว่างทั้งสองตึงเครียดขึ้นในทันที ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งราวกับอากาศถูกสูบออกไปจากห้อง จนกระทั่งเสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกดังแว่วมาจากทางเดินด้านนอก ทำลายความนิ่งงันนั้นลง ประตูห้องเก็บเอกสารถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท นักศึกษาฝึกงานคนหนึ่งยืนตัวสั่นเทา ใบซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม "ด... ศาสตราจารย์ครับ! ดร.รินรดา!" เสียงของเด็กหนุ่มขาดห้วง "ในห้องปฏิบัติการ... รีบไปดูเถอะครับ!" รินรดาขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นริ้วขึ้นมากลางสันหลัง เธอสบตากับคินน์เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวเท้าพรวดพราดออกไปจากห้องใต้ดิน มุ่งหน้าสู่ห้องปฏิบัติการหลักที่อยู่ลึกเข้าไปในสุดทางเดิน ทันทีที่ผลักประตูกระจกฝ้าเข้ามา กลิ่นคาวเลือดรุนแรงก็พุ่งปะทะเข้าจมูกจนรินรดาต้องเบือนหน้าหนีและยกมือขึ้นปิดจมูกสัญชาตญาณ คินน์ที่เดินตามมาติดๆ ชะงักฝีเท้าลง สีหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที กลางห้องปฏิบัติการ บนโต๊ะทำงานโลหะสเตนเลสที่ใช้สำหรับวิเคราะห์วัตถุโบราณ ร่างไร้ชีวิตของ 'ภาคิน' ผู้ช่วยวิจัยหนุ่มรุ่นน้องกำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนนั้น ภาพตรงหน้าชวนให้ขนหัวลุกและสะเทือนขวัญเกินกว่าจะบรรยาย ร่างของภาคินถูกจัดวางในท่าทางประหลาด ข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดไขว้ด้วยเชือกป่านโบราณที่เปื้อนคราบดินสีแดงชาด รอยแผลฉกรรจ์ที่ลำคอถูกกรีดลึกจนเห็นกระดูกขาวโพลน เลือดสีเข้มไหลนองท่วมโต๊ะและหยดติ๋งลงสู่พื้นกระเบื้อง เกิดเป็นเสียงหยดน้ำที่ดังก้องกังวานในความเงียบงัน ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ รอบคอของศพถูกคล้องไว้ด้วยสร้อยคอสำริดโบราณ—วัตถุชิ้นเดียวกันกับที่เพิ่งถูกขุดพบจากหลุมศพโบราณอายุสามพันปีเมื่อวานนี้ และเป็นวัตถุชิ้นสำคัญที่ภาคินได้รับมอบหมายให้ทำการวิเคราะห์ทางเคมี "พระเจ้า..." รินรดากล่าวพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วปลายนิ้ว ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในหัว สมองของเธอนึกถึงรายงานการเสียชีวิตของพ่อเธอเมื่อหลายปีก่อน การตายที่เต็มไปด้วยปริศนาและความคลุมเครือในลักษณะเดียวกันนี้ คินน์ก้าวเข้าไปใกล้ศพช้าๆ เขาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกตกใจอย่างที่ควรจะเป็น ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วนราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ทางยุทธวิธี "สภาพแบบนี้..." คินน์พึมพำด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความน่ากลัว "มันไม่ใช่การฆาตกรรมธรรมดา ดร.รินรดา" "คุณหมายความว่ายังไง?" รินรดารemoved ความอ่อนแอออกไปจากน้ำเสียง บังคับให้ตัวเองกลับมาควบคุมสติและใช้เหตุผลให้ได้มากที่สุด แม้หัวใจจะเต้นรัวระส่ำ "นี่มันร่องรอยของการฆ่าตัดตอนชัดๆ หรือไม่ก็ฝีมือของพวกค้าโบราณวัตถุเถื่อนที่ต้องการแย่งชิงชิ้นงาน!" "คุณลองมองดูรอบๆ สิครับ" คินน์พยักเพยิดใบหน้าไปที่พื้นข้างโต๊ะ "รอยเท้าไม่มี หน้าต่างล็อกสนิทจากด้านใน กลอนประตูไม่ได้ถูกงัดแงะ และที่สำคัญที่สุด..." นิ้วมือสวมถุงมือของคินน์ชี้ไปที่หน้ากระดาษบันทึกผลวิจัยที่วางอยู่ข้างศพ บนหน้ากระดาษสีขาวสะอาด มีรอยเลือดสดๆ เขียนหวัดๆ เป็นอักษรโบราณที่เพิ่งถูกถอดรหัสได้เมื่อสัปดาห์ก่อน รินรดากลั้นหายใจ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะเพื่ออ่านข้อความนั้นด้วยความยากลำบาก อักษรโบราณที่เขียนด้วยเลือดมนุษย์แปลความหมายได้ว่า: *‘ผู้ใดแตะต้องของต้องสาป ความตายคือสิ่งเดียวที่เจ้าจะได้รับ’* ทันใดนั้น ไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานก็ดับวูบลงทั้งห้อง ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งรอบตัวเหลือเพียงแสงสลัวจากจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ที่ยังคงกะพริบเป็นสีฟ้า ในความมืดที่เงียบงัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง—เสียงที่ไม่ได้มาจากประตูทางเข้า และไม่ใช่เสียงของนักศึกษาฝึกงานที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านนอก "ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแล้วล่ะครับ" เสียงกระซิบแผ่วเบาของคินน์ดังชิดใบหูของรินรดาในความมืด พร้อมกับความรู้สึกเย็นเฉียบของวัตถุโลหะบางอย่างที่ถูกวางลงบนฝ่ามือของเธอ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%