"บางครั้ง... การขุดคุ้ยอดีตไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นหรอกครับ ดร.รินรดา มันเป็นเพียงเครื่องมือของพวกขี้ขลาดที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความล้มเหลวในปัจจุบันต่างหาก"
เสียงทุ้มต่ำของศาสตราจารย์คินน์ดังแทรกความเงียบงันขึ้นมา ท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียงไส้เชือกในห้องเก็บโบราณวัตถุชั่วคราว กลิ่นอับชื้นของดินอายุหลายพันปีและกลิ่นกระดาษเก่าคละคลุ้งอยู่ในอากาศราวกับสุสานที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนาน
ดร.รินรดาชะืองานในมือ ปลายพู่กันขนกระรอกที่กำลังปัดฝุ่นออกจากร่องรอยสลักบนแผ่นศิลาสีดำหยุดนิ่งสนิท ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นโลหะคมกริบราวกับใบมีด เธอยังไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาทันที ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ถ่วงน้ำหนักคำพูดของชายหนุ่ม ปมในใจเกี่ยวกับการสูญเสียบิดาจากการสำรวจที่ผิดพลาดเมื่อสิบปีก่อนถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้งด้วยวาจาอันแหลมคมนี้
"ศาสตราจารย์กำลังพูดถึงตัวเอง หรือกำลังเตือนฉันในฐานะนักโบราณคดีผู้ดื้อรั้นกันแน่คะ... อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึง 'ครับ'" รินรดาแก้คำพูดตัวเองด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น เธอวางพู่กันลงบนโต๊ะไม้สักเสียงดังกระทบกันเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายผู้มีสถานะทั้งที่ปรึกษาและผู้ต้องสงสัยในคดีลักลอบค้าโบราณวัตถุ
คินน์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหաբพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา เขายกแก้ววิสกี้สีอำพันขึ้นจิบช้าๆ แสงไฟวับแวมสะท้อนกับนัยน์ตาคู่คมที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก มืออีกข้างของเขาหมุนแหวนเงินโบราณรูปงูกินหางบนนิ้วนางอย่างเหม่อลอย
"ไม่มีใครเตือนใครได้หรอกครับ ริน... บนเส้นทางสายนี้ เราต่างเป็นคนบาปที่พยายามไถ่ถอนความผิดด้วยการขุดเอาซากกระดูกของคนตายขึ้นมาปัดฝุ่น เพื่อบอกกับตัวเองว่าเรายังมีความหมาย" คินน์วางแก้วลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระทบหนักแน่นราวกับค้อนตอกหมุดฝังโลง
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างเพรียวบางภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนดูเคร่งขรึมและทรงพลัง เธอก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานที่คินน์นั่งอยู่ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ เคมีทางความคิดที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดแผ่ซ่านออกมาราวกับประจุไฟฟ้าในบรรยากาศ
"อย่าใช้คำว่า 'เรา' กับฉันค่ะ... ฉันทำตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และระเบียบวิธีทางโบราณคดี ไม่ใช่ทำเพื่อสนองความหมกมุ่นส่วนตัวเหมือนที่คุณกำลังทำ" น้ำเสียงของเธอสั่นระริกด้วยความโกรธที่ถูกควบคุมไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
คินน์ไม่ได้สะดุ้งสะเทือน เขายังคงนั่งไขว่ห้าง มองเธอนิ่งนานราวกับกำลังอ่านหนังสือที่เขาแต่งขึ้นเอง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและ... ความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"คุณคิดว่าพ่อของคุณตายเพราะอุบัติเหตุจริงๆ งั้นหรือครับ รินรดา?"
คำถามนั้นทุบทำลายกำแพงความเยือกเย็นของนักโบราณคดีสาวลงในพริบตา รินรดารู้สึกเหมือนถูกกระชากลงไปในความมืด อากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น มือเรียว
"คุณหมายความว่ายังไง..." เสียงของเธอแผ่วเบaลงจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ
คินน์ถอนหายใจยาวนาน ดวงตาที่เคยคมปลาบกลับไหววูบคล้ายกับเปลวเทียนที่ต้องลม เขายื่นมือไปหยิบสมุดบันทึกหนังสีดำปกเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งออกจากลิ้นชักที่ใส่กุญแจอย่างแน่นหนา สมุดเล่มนั้นมีคราบดินสีแดงแห้งกรังติดอยู่ทั่วสันปก—คราบดินเดียวกับที่พบในหลุมฝังศพโบราณทางภาคเหนือของไทยเมื่อสิบปีก่อน หลุมที่พ่อของรินรดาเสียชีวิต
"นี่คือบันทึกหน้าสุดท้ายที่ ดร.วิสุทธิ์ พ่อของคุณเขียนขึ้น... ก่อนที่เขาจะตัดสินใจ 'หายตัวไป' ในซากปรักหักพังแห่งนั้น" คินน์ดันสมุดเล่มนั้นข้ามโต๊ะมาหยุดตรงหน้าเธอ ช้าๆ และมั่นคง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นิ้วมือที่เอื้อมไปสัมผัสปกสมุดสั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อวัยเด็กไหลย้อนกลับมาดั่งคลื่นใต้น้ำ เธอเปิดหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบด้วยความระมัดระวัง ลายมือที่คุ้นเคยปรากฏแก่สายตา
*‘พวกมันไม่ได้ต้องการทองคำ... พวกมันต้องการความลับที่ถูกผนึกไว้ในศิลา หากคินน์มาอ่านเจอข้อความนี้ จงจำไว้ว่าบาปที่ฉันก่อขึ้น... ฉันต้องเป็นคนชดใช้’*
ดวงตาของรินรดาเบิกกว้างขึ้น เธอเงยหน้าขึ้นมองคินน์อย่างไม่เชื่อสายตา ลมหายใจสะดุดกึก
"คุณ... คุณอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย?" รินรดาเค้นเสียงถาม ความโกรธแค้นและความสับสนตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ออก
คินน์พยักหน้ารับช้าๆ ไม่มีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่บนใบหน้าของเขาอีกต่อไป มีเพียงความจริงอันหนักอึ้งที่ถูกเปิดเผย
"ใช่ครับ ผมอยู่ตรงนั้น ในวันที่พ่อของคุณเลือกที่จะฝังตัวเองไว้พร้อมกับความลับที่มนุษย์ไม่สมควรล่วงรู้ และนั่นคือจุดเริ่มต้น... ที่ทำให้ผมกลายเป็นคนบาปอย่างที่คุณเห็นในวันนี้"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงอีกครั้ง ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ด้วยน้ำมือของความจริง ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและรีบร้อนก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดทึบด้านนอก—เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มีแค่คู่เดียว และมันกำลังมุ่งตรงมาที่ห้องเก็บโบราณวัตถุแห่งนี้ด้วยความเร็วที่ผิดปกติ!
คินน์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะคว้าแขนรินรดาไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล
"ซ่อนตัวเร็วครับ... พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 8
คำสารภาพของคนบาป
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!