กลิ่นอับชื้นของศิลาแลงและคราบน้ำมันสนที่เจือจางในอากาศ ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในห้องใต้ดินของซากปรักหักพังแห่งนี้น่าอึดอัดน้อยลงเลย รอยแยกขนาดใหญ่บนผนังศิลาโบราณทอดยาวผ่านภาพสลักรูปเทวดา กำลังทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างความจริงทางประวัติศาสตร์กับความโลภที่ไร้ก้นบึ้งอย่างพอดิบพอดี
ดร.รินรดาใช้ปลายนิ้วที่สวมถุงปะรำยางสีขาวแตะลงบนร่องรอยการสกัดหินร่วมสมัยที่ถูกซ่อนไว้หลังแผ่นศิลาจารึกยุคทวารวดี เธอนิ่งเงียบไปนานหลายวินาที ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินช่องว่างระหว่างเธอกับชายผู้ยืนกอดอกพิงเสาศิลาอยู่เบื้องหลัง
"คุณกำลังทำลายหลักฐานทางมานุษยวิทยาชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งแห่งลุ่มน้ำนี้ เพื่อแลกกับเศษกระดาษธนบัตรที่สลักลายเซ็นของนายทุนตลาดมืดกลุ่มเดียวเนี่ยนะ คินน์"
น้ำเสียงของรินรดาเรียบนิ่ง ราวกับผิวหน้าน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระเพื่อม แต่แววตาภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่บางกลับเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความผิดหวัง เธอมองชายหนุ่มรุ่นพี่ผู้เคยเป็นทั้งที่ปรึกษาและแรงบันดาลใจในวัยเยาว์
คินน์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันลงอย่างไม่ไยดี เขายืดตัวตรง ก้าวเท้าช้าๆ บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงประวัติศาสตร์ รองเท้าหนังคอมแบตของเขาเหยียบย่ำลงบนเศษอิฐโบราณโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"หลักฐานทางประวัติศาสตร์งั้นหรือครับ ริน..." คินน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่นัยน์ตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่ "คุณคิดจริงๆ หรือว่ากระดาษปาปิรรัสหรือแผ่นศิลาพวกนี้มันแคร์ว่าใครจะขุดมันขึ้นมา หรือว่ามันแคร์ว่าใครจะเป็นเจ้าของ ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ และในเกมนี้... ผู้ชนะคือคนที่มีทุนทรัพย์มากพอจะปกป้องมันจากการถูกลืมต่างหาก ไม่ใช่คนที่เอาแต่กอดตำราเรียนแล้วร้องไห้ให้กับการสูญเสียเมื่อสิบปีก่อนเหมือนคุณ"
ประโยคนั้นพุ่งเป้าตรงไปยังบาดแผลลึกในจิตใจของรินรดาอย่างแม่นยำ มือของเธอที่กำแปรงปัดฝุ่นโบราณคดีสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนตอนที่พ่อของเธอต้องจบชีวิตลงใต้ซากดินถล่มเพราะความสะשלแคลนของระบบงบประมาณรัฐ วาบเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก
"อย่าเอาเรื่องของพ่อฉันมาอ้างเพื่อความชอบธรรมในการปล้นประวัติศาสตร์นะ คินน์!" รินรดาหันขวับกลับมาเผชิญหน้า แววตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "พ่อฉันตายเพราะความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ไม่ใช่เพื่อจะให้โจรในคราบศาสตราจารย์อย่างคุณเอาสมบัติของแผ่นดินไปขายให้พวกมหาเศรษฐีไร้รากเหง้า!"
คินน์ไม่ถอยหนี เขาก้าวเข้ามาประชิดจนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงปะปนกับกลิ่นฝุ่นดิน ก่อเกิดเป็นเคมีที่อันตรายและชวนอึดอัด เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลง แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึก
"ความซื่อสัตย์กินไม่ได้หรอกครับ ริน... และยิ่งไปกว่านั้น มันช่วยปกป้องคนที่คุณรักไม่ได้ด้วยซ้ำ ลองมองรอบตัวสิ งบประมาณขุดค้นที่คุณพยายามวิ่งเต้นขอจากกระทรวง มันเป็นแค่เศษเงินที่เขาโยนให้หมาแทะ ร่องรอยที่คุณกำลังศึกษาอยู่นี้ อีกสามเดือนข้างหน้า รัฐบาลก็จะอนุมัติให้สร้างเขื่อนทับพื้นที่ตรงนี้จนหมดสิ้น... ถ้าเราไม่เอาออกไปตอนนี้ มันก็จะจมอยู่ใต้บาดาลไปตลอดกาล กลายเป็นเศษซากที่ไม่มีใครเคยจดจำ การเอาออกมา... คือการรักษาความจริงให้อยู่รอดต่างหาก"
ตรรกะอันบิดเบี้ยวแต่ทรงพลังของคินน์ทำให้รินรดาชะงักไปชั่วขณะ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความโกรธและสับสน ข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นที่นี้กำลังจะถูกน้ำท่วมจากโครงการพัฒนาของรัฐเป็นความจริงที่เธอพยายามหลีกหนีมาตลอด แต่วิธีการของคินน์ไม่ใช่การรักษา แต่มันคือการโจรกรรมอำพรางคราบนักวิชาการ
"ถึงอย่างนั้น... เราก็ไม่มีสิทธิ์ขโมยมันไปเป็นสมบัติส่วนตัว" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงสติกลับมาควบคุมสถานการณ์ "ถ้ามันจะต้องจมลงใต้บาดาล อย่างน้อยมันก็ควรอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ ไม่ใช่ไปตั้งโชว์อยู่ในห้องรับแขกของนักธุรกิจไร้รสนิยม"
"บางที... คุณอาจจะมองโลกในมุมที่แคบเกินไปนะ รินรดา" คินน์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เธอเคยหลงใหลในอดีต บัดนี้กลับดูน่าสะพรึงกลัว "บางสิ่งบางอย่าง... มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนที่มีอำนาจครอบครองมันตั้งแต่แรกแล้ว และจารึกชิ้นนี้... ก็ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์องค์ก่อนอย่างที่เราเข้าใจกัน"
คินน์หันหลังกลับไปหยิบไฟฉายแรงสูงส่องไปยังรอยแยกของผนังศิลาที่ลึกเข้าไปอีก แสงสีขาวนวลเผยให้เห็นร่องรอยบางอย่างที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้คราบดินและตะไคร่น้ำมานับพันปี มันไม่ใช่ภาพสลักทางศาสนาอย่างที่บันทึกสำรวจระบุไว้ แต่เป็นภาพสลักรูปแผนที่โลหะผสมแปลกประหลาดที่สะท้อนแสงวับวามออกมาเมื่อโดนความร้อนจากหลอดไฟ
รินรดาลืมความขัดแย้งเมื่อครู่ไปชั่วขณะ สัญชาตญาณความเป็นนักโบราณคดีมืออาชีพพุ่งพล่านขึ้นมา เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วใช้กล้องจุลทรรศน์พกพาแนบลงไปที่ผิวโลหะผสมนั้นทันที
"นี่มันไม่ใช่ทองสัมฤทธิ์ของอาณาจักรทวารวดี..." รินรดาพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นตะลึง ลืมตัวว่ากำลังยืนอยู่กับคู่กรณี "ส่วนผสมของดีบุกและทองคำขาวแบบนี้... มันคือเทคโนโลยีการหล่อโลหะที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในศตวรรษที่สิบ"
คินน์ยืนมองปฏิกิริยาของเธอด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เขายื่นมือไปหยิบอุปกรณ์สแกนคาร์บอนรุ่นล่าสุดออกจากกระเป๋าเป้ แล้ววางมันลงบนแท่นหินตรงหน้าเธอ
"เพราะว่ามันไม่ได้มาจากยุคสมัยนี้ยังไงล่ะครับ..." คินน์เอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่ดวงตาคู่คมมองตรงไปยังความมืดมิดของอุโมงค์เบื้องลึกที่ทอดยาวออกไปอีก "และสิ่งที่เรากำลังเถียงกันเรื่องจริยธรรมเมื่อครู่... อาจจะเป็นแค่เรื่องตลกไร้สาระไปเลย เมื่อคุณรู้ว่าไอ้รอยแยกบนผนังอันนี้น่ะ... มันไม่ได้เปิดออกไปเจอแค่ห้องเก็บสมบัติโบราณ"
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา หัวใจกระตุกวูบเมื่อสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีดำคล้ายคราบเขม่าดินปืนสดๆ บนขอบรองเท้าของคินน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในซากปรักหักพังที่ปิดตายมานานนับพันปีนี้
"คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาโบราณวัตถุไปขาย..." รินรดาพูดเสียงสั่น ตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่สายเกินแก้ "คินน์... คุณกำลังตามหาอะไรอยู่กันแน่?"
ก่อนที่คินน์จะได้เอ่ยปากตอบคำถาม เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบอันหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์เบื้องลึก ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้แสงไฟ ร่างเงาสูงใหญ่หลายร่างกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันที่บ่งบอกถึงการมาเยือนของบุคคลที่สาม ซึ่งไม่น่าจะมีตัวตนอยู่บนแผนที่การสำรวจนี้ตั้งแต่แรก!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 9
รอยแยกในความเชื่อ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!