รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 10

พยานคนสุดท้าย

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและคราบสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในห้องใต้ดินขนาดเล็ก แสงไฟฉายคาดหัวของผมสาดส่องกระทบเข้ากับฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศ ท่ามกลางความเงียบงัดที่กดดันจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง "คุณกำลังเล่นกับไฟ, คินน์" น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาของ ดร.รินรดา ดังขึ้นจากมุมมืดของชั้นวางเอกสารเหล็กขึ้นสนิม เธอไม่ได้หันมามองผม ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นใสยังคงจดจ้องอยู่กับสมุดบันทึกหนังสีดำสภาพเปื่อยยุร L-204 ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่เชื่อมโยงถึงการหายตัวไปอย่างปริศนาของ ดร.อานนท์ บิดาผู้ล่วงลับของเธอ ผมถอนหายใจเบาๆ ขยับตัวพิงเสาปูนเปลือย พลางยกบุหรี่ขึ้นคาบไว้โดยไม่ได้จุดไฟ มันเป็นนิสัยยามที่สมองต้องประมวลผลข้อมูลมหาศาลอย่างรวดเร็ว "ไฟไม่ได้มีไว้แค่เผาทำลายนะครับรินรดา... บางครั้งเราก็ต้องใช้มันเพื่อส่องหาความจริงในความมืด" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยรอยร้าวทางความรู้สึก เธอยื่นสมุดบันทึกเล่มนั้นมาตรงหน้า หน้ากระดาษเปิดค้างไว้ที่บันทึกหน้าสุดท้าย ลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินเข้มปรากฏเด่นชัด *‘มันไม่ได้สูญหาย... แต่มันกำลังรอเวลาถูกพบ’* "คำพูดสวยหรูของคนขลาดเขลา" รินรดากล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "พ่อของฉันมักจะซ่อนความจริงไว้เบื้องหลังปรัชญาเสมอ จนสุดท้าย... ท่านก็กลายเป็นเหยื่อของความหมกมุ่นนั้นเอง คุณก็เหมือนกัน คินน์ คุณรู้เบาะแสเกี่ยวกับบุคคลที่หายสาบสูญคนนั้น แต่คุณเลือกที่จะดึงเกมเพื่อผลประโยชน์บางอย่างของกลุ่มคุณ" ผมหรี่ตามองเธออย่างพิจารณา หญิงสาวคนนี้มีเกราะป้องกันที่หนาเตอะ เธอยึดมั่นในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และตรรกะอันแข็งกร้าว เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวลึกๆ ในใจ—ความกลัวที่จะสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้งโดยที่หาคำตอบไม่ได้ "คุณมองโลกเป็นขาวกับดำมาตลอดชีวิตการทำงานในห้องแล็บนะครับรินรดา แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยสูตรเคมี โบราณวัตถุไม่ได้พูดความจริงด้วยตัวมันเอง แต่มันพูดผ่านความโลภและความลับของมนุษย์ที่ครอบครองมัน" ผมเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบเข้าทำหน้าที่ตอกย้ำน้ำหนักของคำพูด ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น "รวมถึงการหายตัวไปของ 'พยานคนสุดท้าย' ที่เรากำลังตามหาด้วย" รินรดาชะงักมือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษ ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาเพียงเสี้ยววินาทีที่หลุดรอดจากความเยือกเย็นที่เธอพยายามสร้างขึ้น "คุณหมายความว่า..." "ใช่ครับ" ผมขยับตัวเข้าใกล้เธออีกก้าว กลิ่นอายเฉพาะตัวของหนังสือเก่าและฝุ่นควันลอยอบอวลระหว่างเรา "คนที่คุณคิดว่าตายไปแล้วในเหตุการณ์ถ้ำถล่มเมื่อสิบปีก่อน... เขายังมีชีวิตอยู่ และเขากำลังรอเราอยู่ที่ปลายทางของรอยจารึกนี้" บรรยากาศในห้องใต้ดินราวกับหยุดนิ่ง อุณหภูมิลดต่ำลงจนรู้สึกได้ เสียงหยดน้ำจากท่อระบายน้ำด้านบนดังเป็นจังหวะราวกับนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลัง รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อมั่นทางวิทยาศาสตร์กับความหวังอันริบหรี่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในแววตาของเธอ ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยคำถามใดๆ ออกมา เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังสะท้อนก้องมาจากบันไดวนด้านนอกก็ทำลายความเงียบขึ้นอย่างกะทันหัน *ก๊อบ... ก๊อบ... ก๊อบ...* ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนคนเดียว แต่มันคือฝีเท้าของกลุ่มคนหลายคน ที่กำลังเดินตรงดิ่งมายังห้องใต้ดินแห่งนี้อย่างเป็นระบบและไร้ซึ่งความลังเล รินรดาสบตาผมทันที ความตื่นตระหนกฉายชัดขึ้นในแววตา เธอยื่นมือมาคว้าข้อมือผมไว้โดยไม่รู้ตัว แรงบีบนั้นแน่นสนิทจนสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กๆ "ใครตามเรามา?" เธอถามกระซิบ เสียงลอดไรฟัน ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที สายตาคมกริบมองตรงไปยังประตูเหล็กบานผุที่ถูกปิดสนิท รอยขีดข่วนใหม่บนกลอนประตูล็อกด้านนอกบ่งบอกชัดเจนว่า เราไม่ได้เป็นเพียงผู้เดียวที่ถอดรหัสปริศนานี้สำเร็จ ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะซองหนังใส่ปืนพกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อสูท พร้อมกับกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่นิ่งสนิท "นั่นไม่ใช่คำถามที่เราควรหาคำตอบตอนนี้ครับ..." ผมหยุดหายใจไปชั่วขณะเมื่อบานประตูเหล็กเริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากการถูกดันจากภายนอก "...เพราะดูเหมือนว่า 'พยานคนสุดท้าย' ที่เรากำลังตามหา... ได้ส่งแขกมารับเราถึงที่แล้วล่ะครับ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%