"ความจริงทางโบราณคดีไม่ได้ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นดินหรอกครับ ดร.รินรดา... มันถูกซ่อนเอาไว้ต่างหาก ในหลุมพรางที่สมองของเราขุดขึ้นมาเอง"
เสียงทุ้มต่ำของศาสตราจารย์คินน์ลอยละلي่อยู่ในความมืดของห้องใต้ดิน ณ แหล่งขุดค้นโบราณสถานลึกลับ แสงเดียวที่หลงเหลือคือลำแสงสีขาวนวลจากไฟฉายคาดศีรษะของเขา ที่กำลังสาดส่องไปยังผนังหินศิลาแลงโบราณ ซึ่งเต็มไปด้วยรอยจารึกอักษรขอมโบราณที่บิดเบี้ยวผิดรูป ผนังห้องไม่ได้นิ่งสนิท หากแต่ภาพสลักเหล่านั้นกำลัง... ขยับไหว ราวกับมีชีวิตภายใต้เงาตะคุ่ม
รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ลมหายใจของเธอติดขัดเล็กน้อยแต่ถูกควบคุมให้อยู่ในจังหวะสม่ำเสมอตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดมั่นในความจริง มือเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำกำด้ามปูนปลาสเตอร์แน่นจนข้อต่องอขาว เธอปฏิเสธที่จะกะพริบตา เพราะเกรงว่าภาพที่เห็นตรงหน้าจะเปลี่ยนรูปไปอีกครั้ง—นี่คืออาการประสาทหลอนขั้นรุนแรงจากการอดนอนติดต่อกันสามวัน หรือว่าสิ่งนี้คืออาถรรพ์ที่บิดเบือนประสาทสัมผัสของมนุษย์กันแน่?
"คุณกำลังใช้จิตวิทยาเชิงอำนาจเพื่อชี้นำฉัน คินน์" รินรดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ เย็นชา และเจือด้วยความระแวงอย่างชัดเจน "ความกดอากาศในห้องนี้ต่ำกว่าปกติสิบเปอร์เซ็นต์ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูงเกินมาตรฐานเพราะระบบระบายอากาศขัดข้อง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่อธิบายอาการภาพหลอนและการทำงานผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางได้ ไม่ใช่คำสาปแช่งที่คุณพยายามสร้างสตอรี่ขึ้นมา"
คินน์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานในความเงียบสงบ เขาค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ แสงไฟจากศีรษะของเขาฉายกระทบสันจมูกโด่งและรอยยิ้มมุมปากที่อ่านยาก—รอยยิ้มของนักล่าที่รู้ทันเกมทุกอย่าง
"คุณช่างน่ารักเสียจริง ริน... เสมอต้นเสมอปลายด้วยการหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มากลบเกลื่อนความกลัว" คินน์ก้าวเข้ามาใกล้ ชายวัยกลางคนในชุดภาคสนามเปื้อนฝุ่นผู้นี้มีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เธอนึกถึงพ่อผู้ล่วงลับ—ผู้ซึ่งเคยดึงดันขุดค้นจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต "แต่บอกผมหน่อยสิครับ ถ้ามันเป็นแค่เรื่องของออกซิเจน ทำไมภาพสลักบนผนังนั่น ถึงจำลองเหตุการณ์วันที่พ่อของคุณเสียชีวิตได้อย่างแม่นยำทุกรายละเอียดล่ะ?"
รินรดาชะงัก หัวใจของเธอกระตุกวูบราวกับถูกกระชากลงสู่เหวลึก เธอบังคับให้สายตาของตัวเองเลื่อนกลับไปมองที่ผนังหินอีกครั้ง
ภาพสลักศิลาแลงที่ควรจะเป็นเรื่องราวพิธีกรรมโบราณ ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นรูปแกะสลักนูนต่ำของร่างไร้วิญญาณที่ตกลงไปในซอกหินแคบ ๆ—ลักษณะท่าทาง เครื่องแต่งกาย และแม้แต่รอยแผลเป็นบนข้อมือของร่างนั้น... มันคือร่างของพ่อเธอเมื่อสิบปีก่อน ไม่มีผิดเพี้ยน!
ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลัง รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ความทรงจำอันเจ็บปวดที่เธอพยายามฝังกลบไว้ด้วยกองตำราและหลักฐานทางโบราณคดีนับร้อยชิ้น ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างโหดร้ายโดยฝีมือของภาพหลอนตรงหน้า ภาพเหตุการณ์ที่เธอถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เสียงกรีดร้องในความมืด และความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจมาตลอดทศวรรษ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"คุณ... ทำอะไรกับฉัน?" เสียงของเธอกล่าวลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ความเป็นมืออาชีพที่เคยมีเริ่มร้าวราน
"ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ริน" คินน์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นอย่างน่าประหลาด แต่มันกลับยิ่งทำให้เธนขนลุกเกียว เขาเอื้อมมือมาหมายจะแตะไหล่เธอเพื่อปลอบประโลม แต่รินรดาผถอยหลังหนีอย่างรวดเร็ว ปลายกระบอกไฟฉายในมือชี้ตรงไปที่อกของเขา
"ถอยไป!" เธอกล่าวเฉียบขาด พยายามดึงสติกลับคืนมาด้วยการยึดถือตรรกะ "นี่คือการสะกดจิตหมู่... หรือคุณแอบใส่สารเคมีบางอย่างลงในน้ำดื่มของฉัน"
"คุณยังคงฉลาดเสมอในการหาทางหนีทีไล่ทางความคิด" คินน์ลดมือลง ยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างสุภาพ แต่ดวงตาคมกริบภายใต้เงาไฟกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "แต่บางครั้ง การยอมรับความจริงที่ว่า 'อดีตไม่เคยตาย' อาจจะง่ายกว่าการพยายามพิสูจน์ว่ามันเป็นเรื่องโกหกนะครับ"
บรรยากาศในห้องใต้ดินกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำที่ดังสะท้อนเป็นจังหวะ *ติ๊ง... ติ๊ง...* คล้ายนาฬิกานับถอยหลัง
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ เธอบอกตัวเองว่าเธอคือนักโบราณคดีผู้ใช้หลักฐานเป็นอาวุธ เธอจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของภาพลวงตาทางจิตวิทยาเด็ดขาด เธอหันหลังให้คินน์ แล้วตัดสินใจเดินตรงไปยังผนังศิลาแลงเจ้าปัญหา เพื่อพิสูจน์ด้วยการสัมผัสว่ามันเป็นเพียงเงาและการหักเหของแสง
ปลายนิ้วที่สวมถุงมือสัมผัสลงบนผิวหินที่เย็นเฉียบ
*แปลกประหลาด...*
ผิวหินไม่ได้เรียบเนียนเหมือนหินธรรมชาติ แต่มันมีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นราวกับ... ผิวหนังมนุษย์ที่มีอุณหภูมิอุ่นระอุ
ก่อนที่รินรดาจะได้ชักมือกลับ รอยจารึกรูปภาพบนผนังก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รอยแตกแยกออกจากกันตรงกลางราวกับปากแผลที่ถูกกรีดออกด้วยของมีคม และจากร่องลึกนั้นเอง... มือสีขาวซีดไร้เลือดฝาดนับสิบคู่ก็พุ่งพรวดออกมาจากความมืดมิดภายในผนัง คว้าข้อแขนและข้อเท้าของเธอไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล!
"กรี๊ด—!" รินรดาหลุดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด แรงดึงอันทรงพลังกระชากเธอให้ล้มลงและพยายามดึงร่างของเธอเข้าไปในผนังหินที่กำลังปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว
"คินน์! ช่วยด้วย—!" เธอหันไปตะโกนเรียกชายผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง ทว่า ภาพที่เธอเห็นกลับทำให้เลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ศาสตราจารย์คินน์ไม่ได้ขยับเขยื้อนเข้ามาช่วยเหลือ เขายังคงยืนกอดอกนิ่งสนิท ใบหน้าภายใต้แสงไฟฉายฉาบด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง—ดวงตาของเขาว่างเปล่าไร้แววตาของมนุษย์ และริมฝีปากนั้นเอื้อNเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้มาจากปากของเขาเอง แต่ดังมาจากทุกทิศทุกทางในห้องมืดแห่งนี้
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ... คุณลูกสาว"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 7
ภาพลวงตาในห้องมืด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!