ปลายปากกาเหล็กด้ามนั้นจมดิ่งลงบนกระดาษไขแผ่นบาง แรงกดที่มากเกินพอดีทำให้หัวปากกาแทบจะทะลุผ่านเส้นตารางของแผนผังหลุมขุดค้น โคมไฟตั้งโต๊ะสีทองเหลืองรมดำสาดแสงสีส้มจัดขับให้ห้องปฏิบัติการชั่วคราวในยามวิกาลแคบลงถนัดตา กลิ่นอับชื้นของดินอายุหลายพันปีผสมกับกลิ่นฉุนจางๆ ของน้ำยาเคลือบผิววัตถุโบราณลอยวนอยู่ในอากาศราวกับหมอกควันแห่งความอึดอัด
"คุณกำลังทำลายหลักฐานชิ้นที่สาม ด้วยอารมณ์ส่วนตัวล้วนๆ นะครับ ดร.รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นจากมุมมืดของห้อง คินน์ไม่ได้ขยับตัวเข้าใกล้ เขาเพียงแต่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังเทียมเก่าๆ แสงไฟสลัวตกกระทบลงบนกรอบแว่นโลหะของเขา ทอประกายวาบวับที่ยากจะอ่านความหมาย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองรอยฉีกขาดเล็กๆ บนกระดาษไข ซึ่งเกิดจากปลายนิ้วที่สั่นเทาของหญิงสาวตรงหน้า
รินรดาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เธอวางปากกาลงช้าๆ พยายามควบคุมจังหวะการหายใจที่กระชั้นถี่ให้กลับสู่ภาวะปกติ แผ่นหลังของเธอยังคงเหยียดตรงอย่างดื้อรั้น แม้ว่าความเหนื่อยล้าตลอดสัปดาห์จะกัดกินเรียี่ยวแรงไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม
"ดิฉันกำลังทำหน้าที่ของนักโบราณคดี ไม่ใช่ผู้พิพากษาคดีอาชญากรรมเหมือนที่คุณทำอยู่ คินน์" น้ำเสียงของเธоเยียบเย็นและราบเรียบ หากแต่สั่นเครือในพยางค์สุดท้ายอย่างปิดไม่มิด "หลุมขุดค้นนี้ไม่ใช่สนามทดลองทางจิตวิทยาของคุณ และศิลาจารึกแผ่นนั้น... มันควรจะถูกฝังไว้ในที่ที่มันควรอยู่ ตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว"
คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นว่างเปล่าและแห้งแล้ง มันไม่ใช่เสียงหัวเราะแห่งความขบขัน หากแต่เป็นการยอมรับความจริงบางอย่างที่เจ็บปวด
"สิบห้าปีที่แล้วที่หุบเขาเซиน์ดา..." คินน์ทวนชื่อสถานที่นั้นช้าๆ ราวกับกำลังลิ้มรสรสชาติของความทรงจำที่เน่าเฟะ "วันที่ศาสตราจารย์ธน ากร พ่อของคุณ เลือกที่จะก้าวลงไปในหลุมถ้ำที่ยังไม่ได้ค้ำยันโครงสร้าง เพื่อแลกกับเศษศิลาชิ้นเดียวที่คุณกำลังปกป้องมันด้วยชีวิตอยู่ในตอนนี้"
เพล้ง!
มีดผ่าตัดสแตนเลสหลุดจากปลายนิ้วเรียว ร่วงกระทบพื้นกระเบื้องเสียงดังสนั่น รินรดาชะงักค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยราวน้ำแข็งสลายกลายเป็นความเปราะบางที่ร้าวราน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันขวับมาจ้องหน้าชายหนุ่มราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"คุณไม่มีสิทธิ์พูดถึงพ่อของดิฉัน" เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน ทุกคำพูดเต็มไปด้วยแรงกดดันทางอารมณ์ที่ถูกกัก The ไว้มานานแรมปี "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเขากันแน่ คินน์? ทำไมชื่อของเขาถึงปรากฏอยู่ในสมุดบัญชีลับของพวกค้าโบราณวัตถุเถื่อนที่คุณตามล่า ทำไม... หรือว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนฆ่าเขาบน50 เมตรใต้ดินนั่น!"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของรินรดาที่สะท้อนก้อง ผนังห้องที่เต็มไปด้วยแผนที่และภาพถ่ายโบราณวัตถุกดทับบรรยากาศให้หนักอึ้งลงไปอีก
คินน์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาลบระยะห่างระหว่างกันด้วยก้าวเดินที่มั่นคงและเงียบเชียบ ราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม แต่ในแววตาของเขากลับไม่มีความเยาะเย้ยถากถางหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเงียบงันอันล้ำลึกที่น่ากลัวยิ่งกว่า
"พ่อของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุจากความประมาทอย่างที่รายงานทางการระบุไว้หรอกครับ รินรดา" คินน์หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงาน ก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ "เขาค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับ 'รอยจารึก' ที่สลักอยู่บนแผ่นหินนั้น ความจริงที่ว่า... มันไม่ใช่บันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่มันคือแผนที่นำทางสู่ประตูที่มนุษย์ไม่ควรเปิดออก"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง ความจริงที่เธอพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิตกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเผชิญหน้า โดยชายผู้ที่เธอไม่เคยรู้เลยว่ายืนอยู่ฝ่ายไหนกันแน่
"คุณโกหก..." เธอกระซิบ เสียงสั่นพร่า "พ่ออุทิศชีวิตให้กับการปกป้องโบราณวัตถุ เขาไม่มีวัน..."
"ไม่มีนักโบราณคดีคนไหนบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ เมื่อเราก้าวลงไปใต้พื้นดิน เราต่างก็ขุดคุ้ยความโลภของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับซากอิฐปูนด้วยกันทั้งนั้น" คินน์เอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนขอบกระดาษไขที่ฉีกขาด โดยมีข้อมือของรินรดากั้นอยู่เพียงคืบ "รวมถึงตัวคุณในตอนนี้ ที่กำลังปิดบังรายงานการวิเคราะห์ชิ้นส่วนศิลาชิ้นล่าสุด เพราะคุณกลัวว่า... ผลลัพธ์มันจะตรงกับบันทึกหน้าสุดท้ายของพ่อคุณ"
รินรดาสะદัดแขนออกทันทีราวกับถูกไฟลวก เธอยืนขึ้นเต็มความสูง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ขอบตาจะร้อนผ่าวด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้
"ถ้าคุณรู้มากขนาดนี้ ทำไมคุณถึงยังวนเวียนอยู่รอบตัวดิฉัน คินน์? คุณต้องการอะไรจากศิลาแผ่นนี้กันแน่ หรือว่าคุณก็แค่นักล่าสมบัติหน้าตัวเมียคนหนึ่ง ที่รอจังหวะฉวยผลประโยชน์จากซากศพของพ่อดิฉัน!"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นตกลงกลางห้องราวกับคมมีด แต่คินน์กลับไม่แสดงอาการโกรธเคือง เขากลับระบายยิ้มจางๆ ยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและลึกลับจนยากจะหยั่งถึง
"ผมไม่ได้ต้องการสมบัติครับ รินรดา..." คินน์โน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นเยียบราวกับสายลมที่พัดผ่านหลุมศพ "แต่สิ่งที่ผมตามหา... มันกำลังนอนรออยู่ใต้หลุมขุดค้นนี้ และตอนนี้ มันเพิ่งจะส่งสัญญาณเตือนเราแล้วว่า... มันตื่นขึ้นมาแล้ว"
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้นจากภายนอกห้องปฏิบัติการอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่เสียงเคาะที่เป็นจังหวะของมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นเสียงทุบหนักๆ ราวกับมีบางสิ่งพยายามจะพังประตูกระจกเข้ามา ท่ามกลางความเงียบสงบยามตีสอง
ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว คินน์ดึงตัวถอยห่างจากรินรดาในเสี้ยววินาที มือขวาเอื้อมไปแตะที่เอวอัตโนมัติราวกับสัญชาตญาณดิบของคนที่มีความลับดำมืด
ไฟนีออนบนเพดานกะพริบไหวรุนแรงสองสามครั้ง ก่อนจะดับวูบลง เหลือเพียงแสงสีส้มสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานที่เริ่มหรี่แสงลงอย่างประหลาด
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำพูดใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก... มันไม่ใช่เสียงเดินของยามรักษาความปลอดภัย แต่มันคือเสียงลากเท้าที่เชื่องช้า หนักหน่วง และมุ่งตรงมายังห้องที่พวกเขากำลังยืนอยู่ราวกับรู้ว่าเหยื่อทั้งสองกำลังติดกับ
[ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ]
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 18
รอยแผลที่เปิดออก
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!