รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 17

กับดักที่ไม่ได้วางไว้

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เสียงโลหะขัดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ราวกับเสียงกรีดร้องของโครงเหล็กโบราณที่กำลังฝืนรับน้ำหนักมหาศาลจากมวลหินนับตันเหนือศีรษะ “หมอบลงครับ ดร.รินรดา!” เสียงทุ้มต่ำของคินน์ตวาดก้องผ่านความมืดทึบของอุโมงค์ศิลาแลง พร้อมกับแรงกระชากอันทรงพลังที่เหวี่ยงร่างเพรียวบางของหญิงสาวให้พ้นรัศมีของแผ่นหินสลักโบราณขนาดมหึมาที่กำลังร่วงหล่นลงมาตัดหน้าพวกเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ฝุ่นผงหินทรายและเศษปูนเก่าแก่คละคลุ้งตลบอบอวลจนแสบจมูก ทัศนียภาพเบื้องหน้าถูกกลืนหายไปในความมืดมิดและกลุ่มควันสีเทา รินรดาล้มกลิ้งไปตามพื้นหินขรุขระ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำรัวราخواกลองศึกอยู่ในอก กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นฉุนของสนิมเหล็กตีรวนขึ้นมาจนคลื่นไส้ เธอยันกายลุกขึ้นด้วยความรวดเร็วโดยสัญชาตญาณ มือเรียวบางควานหาไฟฉายสนามที่หลุดร่วงจากมือ แสงไฟสีขาวนวลพุ่งวาบตัดผ่านม่านฝุ่น เผยให้เห็นสภาพความเสียหายที่เพิ่งเกิดขึ้น ซากอิฐมอญโบราณและคานไม้เนื้อแข็งที่ผุกร่อนตามกาลเวลาพังทลายลงมาปิดกั้นเส้นทางถอยหลังไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่องว่างทางเดินแคบๆ ที่พวกเขาใช้มุดเข้ามาสำรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกำแพงหินสูงชันที่ไร้ซึ่งทางออก “คุณ... คุณเจ็บตรงไหนไหมครับ” คินน์ยันตัวขึ้นจากพื้นในระยะประชิด เสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขามีรอยเปื้อนคราบฝุ่นดินและรอยฉีกขาดที่ไหล่ซ้าย เลือดสีแดงเข้มซึมผ่านเนื้อผ้าออกมาเล็กน้อย แต่แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับไม่ได้ฉายแววความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความนิ่งสงบที่ชวนให้รู้สึกอึดอัด รินรดากวาดสายตามองสำรวจบาดแผลของชายหนุ่มอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นมืออาชีพ ก่อนจะเบนสายตาหลบไปมองกองซากปรักหักพังเบื้องหลัง ความเย็นชาที่เธอใช้เป็นเกราะกำบังตัวมาตลอดถูกงัดขึ้นมาใช้เพื่อควบคุมสติ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ... เอ้ย... ผมไม่เป็นไรครับ” เธอเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นชินก่อนจะรีบแก้คำพูดทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงตาพินิจพิจารณาของอีกฝ่าย “ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ... อาจารย์คินน์” คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความขบขันในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูลึกล้ำและอันตรายมากยิ่งขึ้น เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นตามแขนเสื้ออย่างไม่ยี่ห้อ “สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคุณยอดเยี่ยมมาก ดร.รินรดา น่าเสียดายที่โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักของ ‘ความโลภ’ ที่ถูกซุกซ่อนไว้เบื้องหลังประวัติศาสตร์” คินน์เอ่ยพลางก้าวเข้าไปสำรวจรอยแยกของผนังหินที่อยู่ลึกเข้าไปข้างหน้า “คุณคิดว่าอุบัติเหตุเมื่อครู่... เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญจริงๆ อย่างนั้นหรือครับ” รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอก้าวตามเข้าไปยืนเคียงข้าง แสงไฟฉายสาดส่องไปยังคานรับน้ำหนักที่หักโคั่นอย่างผิดธรรมชาติ ร่องรอยการตัดแต่งด้วยเครื่องมือโลหะสมัยใหม่ปรากฏชัดเจนต่อหน้าต่อตา แม้จะถูกอำพรางด้วยคราบดินโบราณ แต่รอยบากเหล่านั้นคมกริบเกินกว่าจะเกิดจากการผุกร่อนตามธรรมชาติ “ไม่ใช่ความบังเอิญ...” เสียงของเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น เจือด้วยความโกรธกรุ่นที่ถูกเก็บกดไว้ “นี่คือร่องรอยการตัดแต่งโครงสร้างจงใจ... ใครบางคนจงใจตั้งค่ากลไกนี้ไว้ เพื่อบีบให้เราเดินมาตายในจุดอับสายตา” “ถูกต้องครับ” คินน์หันมามองเธอ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นช้าๆ “และ ‘ใครคนนั้น’ ก็คงจะรู้ดีว่า หากปล่อยให้เราขุดค้นลึกไปถึงห้องโถงชั้นใน ความลับเรื่องการลักลอบค้าโบราณวัตถุข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับมูลนิธิวิจัยของเรา จะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่นอน” คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของที่ปรึกษาหนุ่มผู้กุมความลับ ทำให้รินรดากลั้นหายใจไปชั่วขณะ เธอถอยหลัง 1 ก้าว มือขวาเอื้อมไปหยิบประแจเหล็กขนาดพกพาที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมาถือไว้มั่น สายตาจ้องมองเขาด้วยความระแวงระวังขั้นสูงสุด “ถ้าเช่นนั้น... คุณเองก็เป็นหนึ่งในพวกมันสินะครับ อาจารย์คินน์” น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยา “คุณจงใจพาผม... เอ๊ย... พาฉันมาที่นี่ เพื่อกำจัดพยานปากเอกสินะ” คินน์ไม่ตอบทันที เขาย่างสามขุมเข้าไปหาเธออย่างใจเย็น ราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุมในเขาวงกต ความสูงและสรีระที่เหนือกว่าทำให้เขาดูคุกคามอย่างยิ่งในพื้นที่ปิดทึบแห่งนี้ แต่แววตาของเขาไม่มีร่องรอยของการมุ่งร้าย มีเพียงประกายความท้าทายที่ยากจะหยั่งถึง “ถ้าผมต้องการจะฆ่าคุณ ดร.รินรดา ผมปล่อยให้หินก้อนนั้นทับคุณไปตั้งแต่แรกแล้วครับ... ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงมาช่วยชีวิตคุณไว้ให้เจ็บตัวเล่นแบบนี้หรอก” คินน์หยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือถึง โน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อยจนลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัว “สิ่งที่ผมต้องการ... ไม่ใช่การทำลายหลักฐาน แต่เป็นการเปิดโปงมันร่วมกับคนที่ฉลาดพอจะมองเห็นภาพทั้งหมด... เช่นคุณ” รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นรัวระทึกไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความขัดแย้งทางอุดมการณ์และแรงดึงดูดประหลาดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาในพื้นที่ที่แคบลงเรื่อยๆ นี้ เธอกำประแจในมือแน่น พยายามรักษาช่องว่างและสติสัมปชัญญะท่ามกลางอากาศที่เริ่มบางเบาลงทุกที ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยประโยคใดออกมาทำลายความเงียบงันที่กดดัน เสื้อโค้ทของคินน์ก็พลันขยับไหว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดเบื้องหลังกำแพงหินที่เพิ่งพังทลาย—ไม่ใช่เสียงของหินถล่ม แต่เป็นเสียงรองเท้าคอมแบตกระทบกับพื้นศิลาที่กำลังใกล้เข้ามาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับลำแสงไฟฉายหลายดวงที่สาดส่องเข้ามาทางรอยแยกของซากปรักหักพังอย่างแม่นยำ “ดูเหมือนว่า ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ ตัวจริง จะมาถึงเร็วกว่าที่เราคาดไว้นะครับ” คินน์กระซิบเสียงแผ่วเบาข้างใบหูของเธอ มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวของรินรดาไว้แน่นก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัว แล้วออกแรงดึงให้เธอพุ่งตัวหายวับเข้าไปในซอกหลืบมืดสนิทของผนังโบราณที่เพิ่งถูกเปิดเผยขึ้นจากการพังทลายของกำแพง—ซอกหลืบที่ไม่มีใครล่วงรู้มาก่อนว่ามันเชื่อมโยงไปสู่ส่วนใดของมหานครใต้ดินแห่งนี้... [ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ]
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%