“หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้โกหกคุณ รินรดา แต่มันกำลังบอกว่า... พ่อของคุณคือคนสร้างมันขึ้นมากับมือ”
เสียงของคินน์ราบเรียบราวกับผิวน้ำในยามไร้ลม แต่มันกลับกรีดลงบนความรู้สึกของรินรดาจนรอยร้าวที่เธอพยายามซ่อมแซมมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตา ในห้องแล็บใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาเคมีและฝุ่นผงโบราณ แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบเศษศิลาจารึกที่เธอเพิ่งขุดพบจากชั้นดินลึกสุดของวิหารร้าง มันไม่ใช่โบราณวัตถุยุคสำริดอย่างที่เธอเคยเชื่อ แต่มันคือการเลียนแบบศิลปะโบราณด้วยเทคโนโลยีที่เธอเองก็แทบไม่กล้าเรียกชื่อ
รินรดาไม่ตอบ เธอวางแปรงปัดฝุ่นลง มือที่สวมถุงมือยางสั่นเทาเล็กน้อย สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่ลายเส้นอักษรซึ่งถูกแกะสลักอย่างประณีตด้วยเครื่องมือเลเซอร์ความละเอียดสูง เธอพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง—ข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์ที่เธอใช้ประทังชีวิตมาหลายปี—แต่ความจริงที่ปรากฏตรงหน้ามันตะโกนก้องจนกลบทุกตรรกะในหัวสมอง
“คุณกำลังบอกว่า... พ่อฉันเป็นคนจัดฉากประวัติศาสตร์ขึ้นมางั้นหรือ?” รินรดาถามเสียงเย็น เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคินน์ สายตาของเธอแข็งกร้าว หากแต่แฝงไปด้วยความร้าวรานที่ซ่อนไม่มิด
คินน์ขยับตัวเข้าใกล้ เขาโน้มตัวลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่ กลิ่นยาสูบจางๆ จากตัวเขาปะทะกับกลิ่นอับของโบราณสถาน “คำว่า 'จัดฉาก' มันฟังดูเป็นคำกล่าวหาของนักข่าวทั่วไป แต่นักโบราณคดีอย่างคุณน่าจะเข้าใจดีกว่านั้น... พ่อของคุณไม่ได้ทำเพื่อหลอกลวงโลก แต่เขาทำเพื่อ 'เติมเต็ม' สิ่งที่ประวัติศาสตร์จงใจลบเลือนไป เขามองเห็นความจริงที่โลกปฏิเสธ และเขาเลือกที่จะสร้างมันขึ้นใหม่ด้วยมือของเขาเอง”
“นั่นมันคืออาชญากรรม!” รินรดากระแทกเสียง เธอเดินถอยหลังจนแผ่นหลังปะทะกับตู้เอกสารเหล็ก “การทำลายความบริสุทธิ์ของบันทึกหน้าประวัติศาสตร์คือนักโบราณคดีที่ไร้จรรยาบรรณที่สุด พ่อฉันไม่มีวัน... ไม่มีวันทำแบบนั้น”
“ถ้าเช่นนั้น คุณช่วยอธิบายทีได้ไหมว่า ลายเซ็นลับที่ซ่อนอยู่ในร่องรอยการแกะสลักนี้ไปปรากฏอยู่บนเอกสารส่วนตัวของพ่อคุณได้อย่างไร?”
คินน์หยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเก่ากร่อนออกมาจากกระเป๋าเอกสารหนัง เขาเปิดมันออก เผยให้เห็นรอยจารึกที่จำลองมาจากศิลาเมื่อครู่ แต่เปรียบเทียบกับลายมือเขียนของบิดาเธอในสมุดบันทึกเล่มสีดำเล่มนั้น... เล่มที่รินรดาเก็บรักษาไว้เหมือนสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
โลกของเธอหมุนคว้าง รินรดารู้สึกเหมือนอากาศในห้องนี้บางเบาลง เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นห้อง ความเชื่อมั่นที่เคยเป็นเสาเข็มยึดเหนี่ยวจิตใจมาตลอดหลายปีพังทลายลงเหมือนหอคอยทรายที่ถูกคลื่นซัด พ่อผู้เป็นวีรบุรุษนักสำรวจในความทรงจำของเธอกลายเป็นเพียงวิศวกรผู้สร้างคำลวงโลกที่แนบเนียนที่สุด
“คุณโกหก...” เธอกระซิบ “คุณต้องการให้ฉันสูญเสียที่ยึดเหนี่ยว เพื่อที่คุณจะลากฉันลงไปในเกมสกปรกของคุณใช่ไหม คินน์?”
คินน์ไม่ได้ตอบทันที เขามองดูหญิงสาวที่กำลังเผชิญกับความแตกสลายทางจิตวิญญาณด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก มันไม่ใช่ความสมเพช แต่มันคือความรู้สึกของการมองเห็นสิ่งที่เขาเคยเป็นเมื่อสิบปีก่อน
“ผมไม่ได้ต้องการให้คุณสูญเสียอะไรทั้งนั้น รินรดา” คินน์กล่าวเสียงนุ่ม ทว่าทรงพลัง “ผมแค่ต้องการให้คุณเห็นว่า ความจริงที่สวยงามมักจะตั้งอยู่บนรากฐานของคำโกหกที่น่าเกลียดเสมอ ถ้าคุณอยากรู้ว่าเขาทำไปทำไม คุณต้องเลิกมองหา 'หลักฐานทางวิทยาศาสตร์' แล้วเริ่มมองหา 'ความตั้งใจ' ของมนุษย์”
เขาวางชิ้นส่วนศิลาชิ้นสุดท้ายลงบนโต๊ะ “นี่คือกุญแจชิ้นสุดท้ายที่พ่อคุณทิ้งไว้ ในอุโมงค์ลึกลับใต้ดินนั่น ถ้าคุณกล้าพอที่จะเปิดมัน... คุณจะพบคำตอบว่า ทำไมพ่อของคุณถึงยอมแลกทั้งชื่อเสียงและชีวิต เพื่อรักษาความลับนี้ไว้”
รินรดาจ้องมองกุญแจทองเหลืองรูปร่างประหลาดที่วางอยู่ตรงหน้า มันมีลวดลายที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่เธอเคยเห็นในห้องทำงานของพ่อเมื่อตอนเธอยังเด็ก ความเงียบงันในห้องแล็บเริ่มน่าอึดอัด เสียงลมหายใจของเธอดังชัดเจนกว่าปกติ เธอไม่ได้กำลังเลือกว่าจะเชื่อคินน์หรือไม่ แต่เธอกำลังเลือกว่าจะยอมรับว่าพ่อของเธอไม่ใช่ 'นักบุญ' อย่างที่เธอเทิดทูนมาตลอดได้หรือไม่
ในวินาทีที่เธอยื่นมือออกไปสัมผัสกับกุญแจนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องแล็บ พร้อมกับเสียงกระชากกลอนประตูที่พังทลายเข้ามา
รินรดาหันไปมอง เห็นชายชุดดำสามคนกรูเข้ามา พร้อมกับอาวุธในมือที่ไม่ใช่อุปกรณ์สำรวจ แต่เป็นอาวุธสงครามที่พร้อมจะปลิดชีพทุกคนในห้องนี้ คินน์ขยับตัวอย่างรวดเร็ว เขาคว้าแขนของรินรดาไว้แน่น สายตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนลุกซู่
“ดูเหมือนว่าสิ่งที่พ่อของคุณทิ้งไว้ ไม่ได้มีแค่เราสองคนที่กำลังตามหามัน... รินรดา พ่อของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ และถ้าเราไม่ออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้ คุณจะกลายเป็นคนต่อไปที่ถูกจารึกชื่อลงในความว่างเปล่า”
รินรดามองดูศัตรูที่กำลังรุกคืบเข้ามา พร้อมกับกุญแจที่อยู่ในมือ... กุญแจที่เปิดทางไปสู่ความจริงที่อาจจะทำลายชีวิตของเธอไปตลอดกาล หรืออาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เธอมีชีวิตรอดไปจนถึงคำตอบสุดท้าย
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 35
กำแพงใจที่พังทลาย
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!