"คุณกำลังเอาชีวิตรอดเก้าชีวิตของตัวเองมาวางเดิมพันบนกระดาษไขแผ่นนี้... และที่แย่กว่านั้นคือ คุณกำลังลากเอาประวัติศาสตร์นับพันปีลงไปฝังไว้ในหลุมพรางเดียวกันด้วย, ดร.รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของคินน์ดังแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องทำงานใต้ดินของแคมป์สำรวจ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันวับแวมทอดเงาสูงใหญ่ของเขาให้ทาบทับลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า บนนั้นเต็มไปด้วยแผนที่โบราณ แผ่นภาพสเกตช์รอยจารึก และเศษดินทรายจากซากอารยธรรมที่เพิ่งถูกขุดค้นพบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ดร.รินรดายังคงนิ่งเงียบ ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นโลหะจ้องมองเส้นหมึกสีชาดที่ถูกลากทับลงบนแผนที่ภูมิประเทศของหุบเขามรณะ เส้นทางสายนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณคดีเล่มใดในโลก มันคือเส้นทางลี้ลับที่เชื่อมโยงระหว่าง "ห้องโถงแห่งการพิพากษา" กับ "ประตูนิรันดร์" จุดหมายปลายทางที่พ่อของเธอเคยแลกมาด้วยลมหายใจสุดท้ายเมื่อสิบปีก่อน
นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำกดทับลงบนรอยพับของกระดาษไขอย่างใช้ความคิด แรงกดนั้นมากพอจะทำให้กระดาษเก่าแก่ส่งเสียงกรอบแกรบประท้วง รินรดาเงยหน้าขึ้น สบตากับศาสตราจารย์หนุ่มผู้มีรอยยิ้มเยдяเยือกประดับอยู่ที่มุมปากเสมอมา
"ถ้าฉันกลัวความตาย ฉันคงเลือกที่จะนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างในมหาวิทยาลัยอย่างที่คุณทำ, ศาสตราจารย์คินน์" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้ความเกรงกลัว "แต่ที่นี่... ณ ก้น
บึ้งของซากปรักหักพังนี้ มีเพียงความจริงเท่านั้นที่สำคัญ ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้รอยจารึกที่ต่อให้พยายามลบเลือนอย่างไร มันก็ยังคงกรีดร้องอยู่ในประวัติศาสตร์"
คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยนัยยะที่ยากจะหยั่งถึง เขายื่นมือออกไป เลื่อนตะเกียงน้ำมันให้ขยับเข้ามาใกล้แผนที่มากขึ้น จนแสงสีส้มสาดส่องกระทบใบหน้าของทั้งคู่ให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าและความมุ่งมั่นที่ห้ำหั่นกันอย่างเงียบเชียบ
"ความจริงหรือครับ?" คินน์ทวนคำ เสียงของเขาเจือแววเย้ยหยันจางๆ "คุณมั่นใจแค่ไหนว่าสิ่งที่อยู่ปลายทางนั้นคือความจริง ไม่ใช่ 'กับดัก' ที่บรรพบุรุษสร้างไว้เพื่อลงทัณฑ์คนที่บังอาจล่วง
เกินความลับของพวกเขา ดูเส้นทางนี้สิ..."
นิ้วเรียวยาวของคินน์เคาะลงบนจุดตัดของเส้นทางในแผนที่
"...บริเวณหุบเขาผาชันกิเลนลม ชั้นหินตรงนั้นไม่ใช่หินปูนธรรมชาติ แต่มันคือหินทรายบดอัดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับแรงกดทับมหาศาล หากคุณก้าวเท้าลงไปผิดตำแหน่งแม้แต่เซนติเมตรเดียว กลไกถ่วงน้ำหนักใต้พื้นดินจะทำงานทันที และเมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้คุณมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แน่นหนาแค่ไหน มันก็ช่วยดึงคุณขึ้นมาจากหลุมศพไม่ได้หรอกครับ"
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น กลิ่นอับชื้นของดินและฝุ่นละอองผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเก่าลอยอบอวลอยู่ในอากาศ รินรดารู้ดีว่าสิ่งที่คินน์พูดไม่ใช่คำขู่
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาในฐานะที่ปรึกษาของการขุดค้นครั้งนี้ คินน์แสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งที่น่าขนลุกเกี่ยวกับกลไกโบราณ ราวกับว่าเขามีคู่มือการใช้งานซากปรักหักพังเหล่านี้อยู่ในมือ... หรือแย่ยิ่งกว่านั้น เขาอาจจะเคยเดินอยู่บนเส้นทางนี้มาก่อนแล้ว
"คุณรู้ดีเกินไป, คินน์" รินรดาหรี่ตาลง วิเคราะห์ทุกอากัปกิริยาของชายหนุ่มตรงหน้า "คนนอกรีตที่ซื้อขายโบราณวัตถุตลาดมืดอย่างคุณ ไม่มีทางรู้จักโครงสร้างทางวิศวกรรมของอารยธรรมนี้ละเอียดขนาดนี้ เว้นเสียแต่ว่า... คุณเคยเป็นส่วนหนึ่งของคนที่พยายามจะปล้นมันเมื่อสิบปีก่อน"
ประโยคคำถามที่พุ่งตรงราวดั่งคมหอกทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของคินน์จางหายไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบของเขาไหววูบคล้ายผิวน้ำยามถูกโยนก้อนหินลงไป แต่เพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มเย็นชาแบบเดิมก็ถูกสวมทับกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
"คุณระแวงผมเกินไปแล้ว ดร.รินรดา" คินน์โน้มตัวเข้าหาโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน "ในโลกนี้ ไม่มีใครอยากเห็นคุณรอดชีวิตกลับไปพร้อมกับคำตอบมากกว่าผมอีกแล้ว... เพราะถ้าคุณตาย ความลับทั้งหมดก็จะตายตามไปด้วย และผมเกลียดความลับที่ไร้คำตอบ ยิ่งกว่าเกลียดคนที่ฉลาดเกินไปเสียอีก"
บทสนทนาอันเฉียบคมถูกตัดขาดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก แว่วเสียงโลหะกระทบกันกราวและเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของทีมสำรวจภาคสนาม ดังใกล้เข้ามาทุกที
ประทับตราความตึงเครียดด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วกระชั้น ก่อนที่ร่างของ 'ภาคิน' หัวหน้าทีมขุดค้น จะพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ซีดเผือก เสื้อผ้าเปื้อนโคลนและมีรอยฉีกขาดจนเห็นแผลถลอก
"ดร.รินรดา! ศาสตราจารย์!" ภาคินละล่ำละลักพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "เรา... เราเจอห้องโถงชั้นในแล้วครับ แต่... แต่ว่า..."
รินรดาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที สัญชาตญาณนักโบราณคดีบอกเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้นที่ไซต์งาน? อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นสะเทือนพังหรือไง?"
"ไม่ใช่ครับ..." ภาคินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ตอนที่เรางัดแผ่นศิลาบานสุดท้ายออก... เราไม่ได้เจอสมบัติหรือภาพสลักอย่างที่ควรจะเป็น... แต่เราเจอศพคน!"
คินน์หรี่ตาลงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เขามองหน้าภาคินด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นความเยียบเย็นอย่างน่ากลัว
"ศพใคร?" คินน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนแทบหยุดหายใจ
"เป็นศพของ... ของสมาชิกทีมสำรวจชุดเก่าเมื่อสิบปีก่อนครับ..." ภาคินเสียงสั่นระริก ปลายมือชี้กลับไปทางทางเดินมืดมิดด้านนอก "และที่สำคัญที่สุด... สภาพศพนั้นเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่ถึงสัปดาห์นี้เองครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 36
แผนที่นำไปสู่หายนะ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!