รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 28

รอยร้าวในใจ

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
ลำแสงไฟฉายสีขาวโพลนที่สาดกระแทกเข้ามาในความมืด ไม่ได้ทำให้อุณหภูมิภายในห้องโถงใต้ดินอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเย็นเยียบจากผนังหินศิลาแลงและไอน้ำยามดึกกลับแทรกซึมเข้าสู่กระดูก ยามที่เงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นม่านหมอกควันจางๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเรา "ผมคิดว่าเราตกลงกันไว้แล้วว่าการสำรวจภาคสนามในยามวิกาลไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก ดร.รินรดา" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน คินน์ลดกระบอกไฟฉายในมือลงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้แสงสะท้อนเข้าตาของหญิงสาวโดยตรง แต่อากัปกิริยาที่ดูผ่อนคลายจนเกินเหตุนั้นกลับยิ่งสร้างความอึดอัดให้กับบรรยากาศรอบตัว ดร.รินรดาไม่ขยับเขยื้อn ร่างเพรียวภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตสนามเปื้อนฝุ่นยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแท่นหินสลัก ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมถุงมือยางยังคงแตะค้างอยู่บนรอยจารึกโบราณ เธอยังไม่หันกลับไปมองผู้มาใหม่ทันที แต่แรงกดดันจากแผ่นหลังที่เกร็งเครียดฟ้องชัดเจนว่าความอดทนของเธอกำลังเดินทางมาถึงขีดจำกัด ผมขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ พร้อมกับปัดฝุ่นตามกางเกงคาร์โก้ สายตาคมกริบกวาดมองผู้มาเยือนเพื่อประเมินสถานการณ์ คินน์ไม่ได้มาคนเดียว รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของศาสตราจารย์หนุ่มผู้มีเบื้องหลังเป็นปริศนานั้น มักซ่อนคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนความน่าเชื่อถือของทีมงานได้ทุกเมื่อ "เราไม่ได้มาเดินเล่นชมพิพิธภัณฑ์นะครับ ศาสตราจารย์คินน์" ผมเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ "แต่พวกเรากำลังไล่ตามร่องพันธะของหลักฐานที่ถูกจงใจปกปิด ซึ่งดูเหมือนว่า... มันจะมีใครบางคนพยายามลบมันทิ้งก่อนที่แสงอาทิตย์จะมาถึง" รินรดาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนตาม เธอปัดมือที่เปื้อนฝุ่นดินออกเบาๆ ดวงตาคู่สวยที่มักจะฉายแววเยือกเย็นและยึดมั่นในตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความไม่ไว้วางใจ เธอมองหน้าคินน์ตรงๆ โดยไม่หลบสายตา "คุณมาทำอะไรที่นี่ คินน์" เสียงของเธอเรียบนิ่ง แต่น้ำเสียงนั้นเยียบเย็นจนน่ากลัว "หรือว่า... สิ่งที่เรากำลังค้นหาในชั้นหินนี้ มันไปขัดผลประโยชน์ของใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังคุณเข้า" คินน์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงรักษาความสุภาพไว้ได้อย่างไร้ที่ติ แต่มันคือความสุภาพที่เคลือบยาพิษ "ระมัดระวังคำพูดของคุณหน่อยจะดีกว่านะครับ ดร.รินรดา ความสงสัยอย่างไร้เหตุผลคือมะเร็งร้ายที่กัดกินทีมงานโบราณคดีให้แตกสลายจากภายใน... และถ้าผมจำไม่ผิด ความระแวงแบบนี้เองไม่ใช่หรือครับ ที่เคยทำให้การขุดสำรวจเมื่อสามปีก่อนที่หุบเขาอับแสงต้องล่มสลายลง พร้อมกับความผิดพลาดที่ไม่มีวันหวนคืน" คำพูดประโยคนั้นเปรียบเสมือนการจ้วงแทงลงไปในบาดแผลเก่าที่ยังไม่ตกสะเก็ดของรินรดา ร่างของเธอกระตุกวูบเล็กน้อย ดวงตาคู่คมไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวขึ้นเป็นทวีคูณ บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ความหมางเมินที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อยตลอดหลายวันที่ผ่านมา บัดนี้ได้กลายเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ยากจะประสานเข้าหากันเสียแล้ว ความจริงใจในงานโบราณคดีไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก แต่มันคือจรรยาบรรณที่ต้องซื่อสัตย์ต่อประวัติศาสตร์ แต่เมื่อมนุษย์ผู้มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ประวัติศาสตร์ก็มักจะถูกบิดเบือนเพื่อรับใช้ความโลภเสมอ และนั่นคือสิ่งที่ผมกังวลมาโดยตลอด "พอได้แล้วครับ" ผมก้าวเข้าไปยืนแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง ป้องปรามไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้ "เรากำลังทำงานร่วมกันในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่คู่กรณีในศาล การขุดคุ้ยอดีตเพื่อทำลายปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใกล้ความจริงของอารยธรรมที่สาบสูญไปได้หรอกครับ" คินน์ปรายตามองผมด้วยหางตา รอยยิ้มเยาะหยันจางหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เขาหันกลับไปมองแท่นหินโบราณเบื้องหลังเรา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบาลง แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึกของทุกคน "คุณคิดว่าพวกคุณกำลังค้นพบความจริงอย่างนั้นหรือครับ... น่าขันสิ้นดี สิ่งที่พวกคุณกำลังพยายามขุดคุ้ยขึ้นมา มันไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของความรุ่งโรจน์ แต่มันคือคำสาปที่ถูกผนึกไว้เพื่อไม่ให้มนุษย์รุ่นหลังต้องพบจุดจบแบบเดียวกันต่างหาก" สิ้นคำพูดนั้น คินน์ก็หันหลังให้เราพร้อมกับก้าวเดินหายลับเข้าไปในความมืดของอุโมงค์โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย เสียงฝีเท้าของเขาค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดดันและหนักอึ้ง รินรดายืนนิ่งค้าง เธอยกมือขึ้นกอดอกเพื่อซ่อนอาการสั่นเทาเล็กน้อยจากความโกรธ ผมหันไปมองเธอด้วยความห่วงใย กำลังจะอ้าปากเอ่ยปลอบโยน แต่ทว่า... *ก๊อก... แกร๊ก...* เสียงประหลาดบางอย่างดังขึ้นจากบริเวณซอกหินด้านหลังแท่นจารึกโบราณ มันไม่ใช่เสียงหินลั่นตามธรรมชาติ แต่เป็นเสียงโลหะกระทบกับหิน ราวกับมีกลไกบางอย่างกำลังถูกปลดล็อกด้วยน้ำหนักของใครบางคนที่ยืนอยู่เหนือเพดานอุโมงค์นี้ รินรดาชะงัก เธอก้มลงมองที่พื้นดินบริเวณแท่นหินอีกครั้งด้วยความตกใจ ทันใดนั้น รอยร้าวบนแผ่นศิลาที่เธอกำลังศึกษาอยู่ก็ปริแตกออกกว้างขึ้นโดยไม่มีใครไปแตะต้อง พร้อมกับเศษดินและฝุ่นผงที่ร่วงกราวลงมาจากด้านบน แสงไฟฉายจากมือถือของผมส่องกราดขึ้นไปบนเพดานถ้ำสูงชัน และสิ่งที่สะท้อนกลับมาเข้าสู่ดวงตา ทำให้ลมหายใจของเราทั้งคู่ต้องสะดุดกึกทันที รอยสลักรูปงูสลักไขว้ที่เป็นสัญลักษณ์ต้องห้าม... กำลังเคลื่อนไหวขยับออกจากกันทีละนิด เผยให้เห็นช่องว่างมืดมิดเบื้องหลังกำแพงศิลา และกลิ่นอับชื้นของซากศพโบราณที่ถูกปิดตายมานับพันปีก็พวยพุ่งทะลักออกมาพร้อมกับกระแสลมเยือกเย็นประหลาด มีบางสิ่ง... หรือใครบางคนกำลังรอคอยให้เราเปิดประตูบานนี้อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว... --- ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางสำรวจปริศนาครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%