รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 29

ความลับใต้ศิลา

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
แสงไฟฉายคาดศีรษะกวาดผ่านคราบหินปูนหนาเตอะที่เกาะกุมผนังถ้ำชั้นในสุด เสียงหยดน้ำกลั่นตัวจากเพดานหินงอกตกลงกระทบผิวน้ำนิ่งสนิท สร้างจังหวะการเต้นของความเงียบที่กดดันประสาทสัมผัสจนแทบได้ยินเสียงเลือดสูบฉีดในขมับ "คุณกำลังบอกผมว่า รอยสลักรูปงูกินหางบนแผ่นศิลาชนวนแผ่นนี้ คือแผนผังของเส้นทางหนีตาย... หรือมันคือห้องทดลองใต้ดินกันแน่ครับ ศาสตราจารย์คินน์" ผมเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความระแวงระวัง ดวงตาคมกริบของผมหันไปสบเข้ากับดร.รินรดาที่ยืนถือกระดานบันทึกข้อมูลอยู่เบื้องหลัง แสงสีขาวนวลจากหลอด LED สะท้อนแว่นตาไร้กรอบของเธอวาววับ ปิดบังประกายความวิตกกังวลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นเป็นมืออาชีพ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยกมือขึ้นดันกรอบแว่นเล็กน้อยก่อนจะใช้ปลายคัตเตอร์เขี่ยเศษดินตะกอนออกจากร่องสลักลึกเกือบเซนติเมตรบนแท่นหินแกรนิตสีดำสนิท "ไม่ใช่ทั้งสองอย่างครับ คินน์" เสียงของเธอราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในย่านความถี่ต่ำที่เธอพยายามควบคุม "มันคือบันทึกทางนิติวิทยาศาสตร์ของคนโบราณ... หรือพูดให้ถูกคือ รายงานการชันสูตรพลิกศพที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสองพันปี" คินน์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานในความมืด เขาส2มือล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตสนาม ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้แท่นศิลาช้าๆ ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์รอยสลักรูปสัญลักษณ์ประหลาดที่เรียงรายราวกับรหัสลับคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ "การชันสูตรด้วยมีดหินและเลือดมนุษย์เนี่ยนะ ดร.รินรดา?" คินน์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทรงเสน่ห์แต่น่าขนลุก "คุณก็น่าจะรู้ดีว่านักวิชาการสายประวัติศาสตร์กระแสหลักมักจะมองพิธีกรรมพวกนี้เป็นเรื่องงดงามทางจิตวิญญาณ... เป็นการบูชาเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ทำไมจู่ๆ คุณถึงกล้าเปลี่ยนสมมติฐานไปเป็นเรื่องความโหดร้ายทางวิทยาศาสตร์ล่ะครับ" รินรดาไม่ตอบในทันที เธอยื่นหลอดไฟยูวีขนาดพกพาไปส่องกราดเหนือแผ่นศิลา ทันใดนั้น รอยคราบจางๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นก็เรืองแสงสีฟ้าเรื่อขึ้นมาเป็นทางยาว ลากผ่านภาพสลักรูปหัวใจมนุษย์และหลอดเลือดที่ถูกผ่าออกอย่างประณีตราวกับภาพวาดในตำรากายศาสตร์ "เพราะร่องรอยเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือหินธรรมดาครับ" รินรดาชี้ให้เห็นรอยตัดที่คมกริบไร้รอยบิ่น "และสารอินทรีย์ที่เคลือบอยู่บนผิวหินนี้... ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยเครื่อง Portable XRF บอกผมว่ามันคือโปรตีนเฮโมโกลบินที่ผ่านกระบวนการความร้อนสูงเพื่อคงสภาพ รอยบากบนกระดูกซี่โครงที่สลักไว้บนศิลานี้ ตรงกับร่องรอยการผ่าตัดเปิดช่องอกเพื่อควักหัวใจในบันทึกทางการแพทย์สมัยใหม่ทุกประการ" ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสามที่ดังสะท้อนก้อง ผมก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลามากขึ้น กลิ่นอับชื้นของหินโบราณผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กเตะเข้าที่ปลายจมูก มันไม่ใช่กลิ่นอับของกาลเวลา แต่มันคือกลิ่นอางของความตายที่ถูกผนึกไว้ใต้ชั้นหินมานานนับศตวรรษ "ถ้าสิ่งที่พวกคุณกำลังค้นพบมันคือความจริง..." ผมพูดย,พลางใช้ปลายนิ้วสัมผัสรอยสลักเย็นเฉียบ "นั่นหมายความว่าอารยธรรมโบราณกลุ่มนี้ไม่ได้บูชาเทพเจ้าด้วยความกลัว แต่มันคือการทดลอง... การทดลองทางพันธุศาสตร์หรือการถ่ายโอนจิตวิญญาณที่แลกมาด้วยชีวิตมนุษย์นับร้อยนับพัน" คินน์หันขวับมามองผม แววตาที่เคยฉายแววขี้เล่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังที่น่ากลัว บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบลงถนัดตา "คุณฉลาดเกินไปแล้วครับ สหายรัก" คินน์เอ่ยเสียงเบา ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกน "ความอยากรู้อยากเห็นนี่แหละที่เป็นสาเหตุทำให้พ่อของรินรดาต้องจบชีวิตลงในหลุมขุดค้นเมื่อสิบปีก่อน... และผมเกรงว่า ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย" รินรดาชะงักกึก มือที่ถือกระดานบันทึกสั่นเทาเล็กน้อย เธอนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะหันมาจ้องหน้าคินน์เขม็ง ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่ถูกเก็บกดมานาน "คุณหมายความว่ายังไง คินน์?" เสียงของเธอขาดห้วง "พ่อของฉัน... ท่านไม่ได้อุบัติเหตุตกหน้าผาในหลุมขุดค้นอย่างที่รายงานตำรวจระบุไว้หรอกหรือ?" คินน์ถอนหายใจยาว ดวงตาคู่สีเข้มหลุบลงมองรอยสลักรูปงูกินหางบนแผ่นศิลาอีกครั้ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มขึ้นช้าๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย "อุบัติเหตุหรือครับ?" คินน์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ในโลกของการค้าโบราณวัตถุระดับล้านเหรียญ ไม่มีหรอกครับคำว่าอุบัติเหตุ ทุกอย่างถูกคำนวณไว้หมดแล้ว... เหมือนกับที่ตอนนี้..." ยังไม่ทันที่คินน์จะเอ่ยประโยคสุดท้ายจบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์มืดเบื้องหลัง พร้อมกับลำแสงไฟฉายแรงสูงหลายดวงที่สาดส่องเข้ามาตัดความมืดจนแสบตา เงาร่างของชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีดำสนิท พร้อมอาวุธปืนครบมือ ก้าวเข้ามาปิดล้อมพวกเราไว้ทุกด้านอย่างรวดเร็ว รินรดาผถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับแท่นศิลาโบราณ เธอมองหน้าคินน์ด้วยความตื่นตระหนกและไม่เชื่อสายตา ขณะที่คินน์กลับยืนกอดอกนิ่งสงบ ราวกับเขากำลังรอเวลานี้มานานแล้ว "ยินดีต้อนรับสู่ความลับที่แท้จริงใต้ศิลาครับ ดร.รินรดา" คินน์หันมาส่งยิ้มสุภาพให้เธอ พร้อมกับดึงกุญแจดอกเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาโชว์ตรงหน้า "และตอนนี้... การทดลองบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วนะครับ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปด้วยกันในความมืดมิดนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%