เสียงฝาดของค้อนธรณีวิทยาที่กระทบลงบนหินทรายเนื้อแน่น ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่คลื่นความถี่ผ่านสาสน์แห่งกาลเวลาเท่านั้น แต่มันกำลังสั่นสะเทือนประสาทสัมผัสของพวกเราให้ตื่นตัวถึงขีดสุด ความเงียบงันภายในห้องโถงใต้ดินของปราสาทหินโบราณแห่งนี้มีความหนาแน่นเสียยิ่งกว่าชั้นดินตะกอนนับพันปีที่พวกเราเพิ่งขุดลอกลงมา
"คุณหยุดมือสبส..." ดร.รินรดาเอ่ยขึ้นเบา ๆ เสียงของเธอลอดผ่านหน้ากากกรองฝุ่นออกมาแห้งผาก แต่มั่นคง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นนิรภัยหรี่ลงเมื่อเธอใช้ปลายแหนบโลหะคีบเศษดินร่วนซุยออกจากร่องสลักของศิลาจารึก "วิเคราะห์จากปริมาณความชื้นและสภาพการทับถมของตะกอนตรงนี้... ชั้นดินบริเวณนี้เพิ่งถูกรบกวนเมื่อไม่เกินสิบสองชั่วโมงที่ผ่านมา"
ผมชะลอปลายค้อนในมือลง ค่อย ๆ วางอุปกรณ์ลงบนกระเป๋าผ้าใบแคนวาสอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาของเราประสานกันในความสลัวของแสงไฟฉายคาดศีรษะ รินรดาไม่ได้ตื่นตระหนก ความเยือกเย็นในแววตาของเธอคือเกราะป้องกันชั้นดี แต่ในฐานะนักโบราณคดีที่ผ่านสนามเพลาะแห่งการแย่งชิงโบราณวัตถุตลาดมืดมาโชกโชน ผมรู้ดีว่าความเงียบแบบนี้อันตรายเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ป่า
"ไม่ใช่ฝน ไม่ใช่กระบวนการทางธรณีวิทยาตามธรรมชาติ" ผมกระซิบตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ "และถ้าพิจารณาจากมุมองศาของการทับถม... มันคือรอยเท้าขนาดมาตรฐานของมนุษย์สวมรองเท้าคอมแ랫พื้นยางสังเคราะห์ ไม่ใช่รองเท้าเดินป่าทั่วไป"
เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนในความเวิ้งว้างใต้พิภพแห่งนี้มานานเท่าไหร่แล้ว... ความคิดนั้นไหลวนเข้ามาในหัวสมองของผมอย่างรวดเร็ว ตลอดเส้นทางสามวันที่ผ่านมาตั้งแต่ปากทางเข้าถ้ำลึก ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากความมืดเบื้องหลังแผ่นหลังค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีเงาลึกลับกำลังก้าวตามหลังเรามาด้วยระยะห่างที่คงที่อย่างน่าขนลุก พวกเขาไม่เคยเข้าประชิดตัว และไม่เคยส่งเสียงเตือน มีเพียงร่องรอยจาง ๆ ที่ถูกทิ้งไว้—คราบไอน้ำบนผนังหิน กลิ่นบุหรี่ราคาถูกที่เจือจางอยู่ในอากาศอับชื้น หรือแม้กระทั่งเศษถ่านไฟฉายรุ่นทหารที่กลิ้งอยู่หลังซอกหิน
รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ข้อต่อกระดูกของเธอส่งเสียงลั่นเบา ๆ จากความเหนื่อยล้า เธอยกไฟฉายแรงสูงขึ้นส่องกราดไปตามแนวเสาศิลาค้ำยันที่เรียงรายสลับซับซ้อน แสงสีขาวนวลตัดกับความมืดทึบเผยให้เห็นเงาทอดตัวยาวน่ากลัว ผนังห้องโถงสลักลวดลายเทวดาฟ้อนรำแต่ถูกกาลเวลาและคราบตะไคร่น้ำกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
"พวกมันต้องการอะไรกันแน่ คินน์" รินรดาหันมามองผม สีหน้าของเธอฉายแววความกังวลที่พยายามควบคุมไว้ภายใต้มาดนักวิทยาศาสตร์ "ถ้าเป็นพวกกลุ่มค้าวัตถุโบราณเถื่อนที่คุณเคยเตือน... ทำไมไม่เข้าชิงลงมือตั้งแต่ตอนที่เราข้ามเขตชายแดนเข้ามา? ทำไมต้องเดินตามหลังเราแบบนี้ เล่นเกมจิตวิทยาอะไรกันอยู่"
ผมยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสนุกสนานเจือปนเลยแม้แต่น้อย "ความกลัวเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการต่อรอง รินรดา คุณก็รู้... การแย่งชิงโบราณวัตถุตลาดมืดที่มีมูลค่าระดับประวัติศาสตร์ชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเสมอไป หากปล่อยให้ความกดดัน ความโดดเดี่ยว และความหวาดระแวงบั่นทอนสติปัญญาของเหยื่อจนหมดสิ้น ถึงเวลานั้น... ต่อให้เราพบกุญแจสำคัญในการไขปริศนาสลักศิลา เราก็จะยอมยกให้พวกมันโดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่ปลายนิ้วเดียว"
"คุณดูเหมือนจะเข้าใจกระบวนการคิดของพวกมันดีเหลือเกินนะคะ" เธอย้อนกลับมาด้วยน้ำเสียงเสียดสีเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่ผมอย่างจับผิด "บางครั้ง... ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เส้นแบ่งระหว่าง 'ที่ปรึกษาอิสระ' กับ 'คนที่คุณกำลังเตือนฉันอยู่' มันบางแค่ไหนกันแน่ คินน์"
คำถามนั้นคมกริบเสียยิ่งกว่าปลายค้อนธรณีวิทยาที่ผมเพิ่งวางลง มันเป็นคำถามที่พวกเราต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าไม่มีคำตอบที่ขาวหรือดำ—ในโลกของโบราณคดีเชิงพาณิชย์และมรดกวัฒนธรรมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเงินตรามหาศาล ไม่มีใครมือสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเพียงแค่เลือกยืนอยู่ข้างความจริงทางประวัติศาสตร์ ขณะที่คนอื่น ๆ เลือกราคาค่างวดของมัน
ก่อนที่ผมจะได้ทันเอ่ยคำแก้ต่างใด ๆ เพื่อรักษาบรรยากาศอันเปราะบางนี้ไว้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น...
*กริ๊ก...*
มันเป็นเสียงที่แผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำ แต่สำหรับสัญชาตญาณของคนที่ผ่านการเอาตัวรอดในพื้นที่ทุรกันดารมาทั้งชีวิต เสียงนั้นชัดเจนราวกับเสียงระเบิดย่อม ๆ—เสียงโลหะกระทบกับหินแกรนิต
รินรดาชะงักกึก ร่างของเธอแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินสลัก เธอกวาดสายตาไปยังมุมมืดของเสาต้นที่สามจากซ้ายมือ ซึ่งเป็นจุดอับสายตาที่แสงไฟฉายส่องไปไม่ถึง ผมส่งสัญญาณมือห้ามเธอขยับตัว ชักไฟฉายแรงสูงออกจากเข็มขัดสนามอย่างเงียบเชียบที่สุด นิ้วชี้ทาบลงบนไกเปิดสวิตช์
หัวใจของผมเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออันตรายตรงหน้า แต่เป็นเพราะความตระหนักรู้ว่า... ผู้ติดตามเงียบรายนี้ไม่ได้อยู่ "ข้างหลัง" เราอีกต่อไปแล้ว
พวกมันอยู่ "ข้างหน้า"
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก กัดฟันแน่นก่อนจะกระชากสวิตช์ไฟฉายสว่างวาบพุ่งตรงไปยังมุมมืดของเสาศิลาต้นนั้นทันที!
ลำแสงสีขาวพุ่งแหวกความมืด เผยให้เห็นภาพที่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก ร่างของชายสวมเสื้อคลุมกันฝนสีเข้มยืนพิงเสาอยู่ บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าผากทำให้เลือดสด ๆ ไหลอาบลงมาเคลือบใบหน้าซีกหนึ่งจนน่ากลัว ดวงตาของเขิกเบิกโพงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทิ้มราวกับเพิ่งผ่านพ้นการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าสภาพของชายคนนั้น คือสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือขวา... มันคือสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่เปรอะเปื้อนคราบโคลนและรอยเลือด ซึ่งรินรดาลืมทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานภาคสนามเมื่อคืนก่อนอย่างแน่นอน
ชายปริศนาอ้าปากพะงาบ ๆ คล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง เลือดสด ๆ สำลักออกมาจากลำคอ ก่อนที่เขาจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้นหินเย็นเฉียบอย่างไร้เรี่ยวแรง ทิ้งไว้เพียงเสียงกระซิบสุดท้ายที่แผ่วเบาราวกับเสียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายของความตาย
"อย่า... หันหลังกลับไปมองเด็ดขาด... พวกมัน... กำลังลงมาจากเพดาน..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันดำมืดนี้ไปกับผมนะครับ
---
**บันทึกนักโบราณคดี**
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 30
รอยเท้าปริศนา
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!