“วางปืนลงเถอะครับ ดร. รินรดา ความรู้ทางโบราณคดีของคุณมีค่าเกินกว่าจะนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือสังหาร”
เสียงทุ้มต่ำของคินน์ดังแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องโถงใต้ดินของวิหารเซนต์เซนนิส แสงไฟฉายคาดหัวของรินรดาสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเมื่อตกกระทบกับใบหน้าเรียบเฉยของชายที่เธอเคยให้ความเคารพดั่งครูบาอาจารย์ ปลายกระบอกปืนพกในมือเธอจ่อตรงไปยังตำแหน่งหัวใจของเขาอย่างมั่นคง ทว่าในแววตาของหญิงสาวกลับมีความสั่นคลอนที่พยายามปกปิดด้วยกำแพงแห่งเหตุผล
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ “ความรู้เหรอครับ? สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ไม่ใช่การค้นหาประวัติศาสตร์ แต่มันคือการชำแหละอารยธรรมเพื่อขายให้แก่ผู้ที่ให้ราคาสูงที่สุด ผมถามคุณเป็นครั้งสุดท้าย... ใครคือผู้จ้างวานตัวจริงที่ส่งคุณเข้ามาในทีมนี้”
คินน์ไม่ได้ตอบทันที เขาก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าไปข้างหน้า กลิ่นไอชื้นของดินและกลิ่นอับของเศษซากกาลเวลาฟุ้งกระจายอยู่รอบตัว เขาหยุดห่างจากปลายกระบอกปืนเพียงช่วงแขน ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัว กลับกัน มันมีร่องรอยของความสมเพชเวทนาที่ซ่อนลึกอยู่ภายใต้ความใจดีจอมปลอม
“คุณเป็นคนเก่ง รินรดา แต่น่าเสียดายที่คุณยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความถูกต้อง’ มากเกินไป” คินน์หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ “โลกของโบราณคดีไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยจริยธรรมหรอกครับ แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยความกระหายของผู้ที่อยากเป็นเจ้าของความอมตะ... และผมก็แค่คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของความกระหายนั้น”
“คุณคือสายลับของกลุ่มแบล็กมาร์เก็ต” รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน “เหตุการณ์ที่พ่อของผมหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน... คุณรู้เห็นเกี่ยวกับมันใช่ไหม”
คินน์ชะงักไปเล็กน้อย มุมปากของเขายกยิ้มที่ดูเย็นเยียบกว่าทุกครั้ง เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนรินรดาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น “ความตายของพ่อคุณไม่ใช่อุบัติเหตุจากการสำรวจ แต่มันคือความผิดพลาดของการตัดสินใจเลือกข้างผิดฝั่ง เขารู้เกินไปในสิ่งที่คนบางกลุ่มต้องการจะลบให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และตอนนี้... คุณกำลังเดินตามรอยเท้าที่นำไปสู่กับดักเดิม”
บรรยากาศในห้องโถงบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ รินรดารู้สึกได้ถึงหยาดเหงื่อที่ซึมผ่านไรผม หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองศึก แต่นิ้วชี้ที่เหนี่ยวไกยังคงไม่ขยับ เธอเป็นนักโบราณคดี เธอเชื่อในหลักฐาน ไม่ใช่คำพูดเพ้อเจ้อของคนทรยศ
“หลักฐานชิ้นสุดท้ายในมือคุณนั่นแหละคือคำตอบ” คินน์กล่าวพลางบุ้ยปากไปยังกระเป๋าเป้ใบเล็กที่รินรดาห้อยไว้ข้างเอว “มันไม่ใช่ศิลาจารึกทั่วไป แต่มันคือผังทางเข้าสู่ห้องลับที่ถูกปิดตายมานับพันปี และเมื่อคุณเปิดมันออก ความจริงที่คุณตามหาจะไม่ได้มีแค่เรื่องพ่อของคุณ แต่มันจะทำลายความศรัทธาทั้งหมดที่คุณเคยมีต่อสถาบันวิจัยที่ส่งคุณมาด้วย”
รินรดาชะงัก ความสับสนถาโถมเข้าใส่ดั่งพายุ เธอเหลือบมองกระเป๋าเป้ใบนั้น ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองคินน์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง “ถ้าอย่างนั้น ผมก็ขอเลือกที่จะทำลายมันทิ้งเสียดีกว่า การให้ความลับนี้ตายไปกับผม ยังดีกว่าให้มันตกไปอยู่ในมือของคนทรยศอย่างคุณ”
เธอหมุนตัวเตรียมจะก้าวถอยหลังเพื่อห่างจากรัศมีของคินน์ ทว่าเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่ดังมาจากทางเข้าห้องโถงกลับหยุดยั้งฝีเท้าของเธอไว้ คินน์มองผ่านไหล่ของรินรดาไปทางเบื้องหลังพลางคลี่ยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ
“สายเกินไปแล้วครับ ดร. รินรดา เพื่อนร่วมทีมที่คุณไว้ใจที่สุด... ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวหรอกที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณ”
รินรดารีบหันกลับไปมองสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ท่ามกลางความมืดมิดที่ปลายทางเดิน เสียงปลดเซฟตี้ปืนหลายกระบอกดังขึ้นประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ร่างของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสำรวจที่เธอคุ้นเคยกำลังยืนเรียงแถวปิดกั้นทางออกเอาไว้ ทว่าสิ่งที่ทำให้รินรดาถึงกับหน้าถอดสีไม่ใช่จำนวนคนเหล่านั้น แต่เป็นบุคคลที่เดินนำหน้าสุดออกมาจากกลุ่ม คนที่เธอเพิ่งคุยผ่านวิทยุสื่อสารเมื่อสิบนาทีก่อน
คนคนนั้นคือผู้อำนวยการสถาบันวิจัย ผู้ซึ่งยื่นมือมาแตะไหล่ของคินน์อย่างสนิทสนมราวกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันนาน
“คุณทำได้ดีมาก คินน์... การดึงรินรดาเข้ามาในเกมนี้คุ้มค่าเหนื่อยจริงๆ” ผู้อำนวยการกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด ก่อนจะหันมาสบตากับรินรดา “ส่งของชิ้นนั้นมาให้ผมเถอะรินรดา การทรยศไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุดหรอกนะ... การรู้ความจริงแล้วตายไปพร้อมกับความโง่เขลานั่นต่างหาก คือสิ่งที่น่าสมเพชที่สุดสำหรับนักโบราณคดี”
รินรดาเค้นยิ้มทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า มือที่ถือปืนสั่นเทามากกว่าเดิม เมื่อเธอตระหนักได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่คินน์ที่เป็นสายลับ แต่องค์กรทั้งองค์กรที่เธอเชื่อมั่น... คือเครื่องจักรสังหารที่คอยกำจัดทุกคนที่ขวางทางผลประโยชน์ของพวกมัน
ปืนพกในมือของเธอตกลงพื้นเสียงดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เอื้อมมือลงไปปลดล็อกกระเป๋าเป้ใบนั้นอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ความเงียบงันเริ่มปกคลุมอีกครั้ง ทันใดนั้น ไฟสปอตไลท์ดวงใหญ่จากฝ้าเพดานก็ดับพรึบลงโดยฉับพลัน พร้อมกับเสียงกรงเหล็กขนาดมหึมาที่ตกลงมาจากที่สูงกั้นกลางระหว่างเธอกับพวกเขาทุกคน
เสียงกระซิบที่คุ้นเคยอย่างประหลาดดังขึ้นจากความมืดข้างหูของเธอในจังหวะที่เธอกำลังจะจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง “อย่าเพิ่งยอมแพ้... รินรดา ยังมีคนอีกคนที่ต้องการให้คุณรอดชีวิตไปบอกความจริงกับโลกใบนี้”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดและซับซ้อนนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันในตอนถัดไปครับ บันทึกนักโบราณคดี
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 31
การทรยศในคราบมิตร
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!