กลิ่นอับของหินปูนและคราบชื้นที่สะสมมานับพันปีในห้องใต้ดินของซากปรักหักพังแห่งนี้ ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับระยะห่างเพียงคืบเศษระหว่างเขากับเธอในเวลานี้
ดร.รินรดาชักมือกลับทันที ราวกับสัมผัสโดนกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากผิวเนื้อของศาสตราจารย์คินน์ ปลายปากกาเหล็กสเตนเลสในมือของเธอสั่นระริกเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของบรรยากาศใต้ดิน แต่เป็นเพราะหลักฐานบนแผ่นศิลาจารึกตรงหน้ากำลังบอกความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะยอมรับ
"คุณกำลังจงใจเบี่ยงเบนสมมติฐานของผม หรือคุณกำลังกลัวความจริงที่ซ่อนอยู่หลังรอยสลักนี้กันแน่ครับ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของคินน์ดังขึ้นในความสลัวของคบเพลิง แสงสีส้มวับแวมทาบทับลงบนใบหน้าด้านข้างของเขา เงาของสันกรามและนัยน์ตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นโลหะทำให้ยากจะคาดเดาว่า เขากำลังแย้มยิ้มเยาะเย้ยหรือกำลังจริงจังกันแน่ คินน์ขยับเข้าใกล้เข้ามาอีกก้าว พื้นที่จำกัดของห้องเก็บสมบัติโบราณบีบให้ไหล่ของทั้งคู่แทบจะแนบชิดกัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาทั้งเจือจางด้วยฝุ่นดินและกลิ่นบุหรี่จางๆ เป็นความคุ้นเคยที่อันตรายอย่างยิ่งยวดสำหรับนักโบราณคดีสาวผู้ยึดมั่นในกรอบระเบียบ
รินรดาไม่ถอยหลัง เธอเลือกที่จะเชิดหน้าขึ้นเผชิญหน้า นัยน์ตาคู่คมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มผู้เป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้ต้องสงสัยในคดีลักลอบค้าโบราณวัตถุเครือข่ายข้ามชาติ
"ดิฉันไม่ได้กลัวความจริงค่ะ—เอ๊ย... ดิฉันไม่ได้กลัวความจริงครับ" รินรดาเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นชินก่อนจะรีบดึงสติกลับมาแก้ไขสรรพนามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "สิ่งที่คุณกำลังพยายามโยงใย มันไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ มันเป็นเพียงสมมติฐานบ้าคลั่งที่อิงจากตำนานพื้นบ้าน เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยการสูญหายของศิลาจารึกชิ้นหลักต่างหากล่ะครับ... ศาสตราจารย์"
คินน์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนรอดพ้นจากระยะปลอดภัยทางวิชาชีพ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วหูของเธอในจังหวะที่เงียบงัน
"วิทยาศาสตร์เหรอครับ ริน..." คินน์กระซิบ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงพลังจนเธอต้องกลั้นหายใจ "คุณก็น่าจะรู้ดีกว่าใครว่า ตำราประวัติศาสตร์ที่เราสอนกันในมหาวิทยาลัย ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะและผู้ที่ต้องการปกปิดความอัปยศ รอยจารึกบนหินพวกนี้ไม่ได้โกหก... เหมือนกับที่หัวใจของคุณในตอนนี้ก็กำลังบอกคุณอยู่ว่า พ่อของคุณไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการถล่มของถ้ำเมื่อสิบปีก่อนอย่างที่รายงานฉบับนั้นระบุไว้"
ราวกับถูกคมมีดกรีดลงบนแผลเป็นที่ตกสะเก็ด รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น สมองของเธอขาวโพลน ภาพความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับร่างไร้วิญญาณของพ่อที่ถูกห่อด้วยผ้าใบในไซต์งานขุดค้นกลับมาหลหลอนอีกครั้ง มือที่กำปากกาเหล็กบีบแน่นจนข้อต่อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว
นี่คือจุดอ่อนที่สุดของเธอ—จุดที่คินน์หยิบขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเสมอ ความใกล้ชิดระหว่างพวกเขาไม่เคยเป็นเรื่องของความบังเอิญ แต่มันคือเกมจิตวิทยาที่เขากำลังเล่นเพื่อต้อนเธอให้จนมุม
"คุณรู้เรื่องนั้นได้ยังไง..." เสียงของรินรดาสั่นพร่าเล็กน้อย แต่เธอยังคงพยายามควบคุมมันให้อยู่ในระดับของนักวิชาชีพ "แฟ้มคดีนั้นถูกปิดตายในกระทรวง... ไม่มีทางที่คนนอกอย่างคุณจะเข้าถึงข้อมูลระดับนั้นได้ เว้นแต่..."
เธอเว้นวรรค ดวงตาคู่สวยหรี่ลงด้วยความระแวงขั้นสุดยอด พร้อมกับขยับตัวถอยห่างออกมาหนึ่งช่วงแขน แสงจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าที่ซีดเผือดแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันของเธอ
"เว้นแต่ว่าคุณคือหนึ่งในคนที่ยืนอยู่ ณ ที่เกิดเหตุในวันนั้น"
คินน์ไม่ได้ปฏิเสธ รอยยิ้มที่มุมปากของเขายิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นที่ไหล่เสื้อของตนเองอย่างใจเย็น ราวกับบทสนทนาอันตรายเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ
"ความสงสัยคือคุณสมบัติที่ดีที่สุดของนักโบราณคดีครับ รินรดา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกคุณมาร่วมทีมสำรวจครั้งนี้" คินน์ก้าวถอยหลังออกไปเปิดโอกาสให้เธอได้หายใจ "แต่ถ้าคุณยังเอาแต่ใช้กำแพงอคติและระเบียบราชการมาปิดกั้นการมองเห็น คุณก็จะไม่มีวันได้รู้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนลงมือฆ่าพ่อของคุณ... และใครกันแน่ที่กำลังพยายามลบประวัติศาสตร์บทนี้ทิ้งไปตลอดกาล"
ก่อนที่รินรดาจะได้สวนกลับด้วยถ้อยคำใดๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงรองเท้าคอมbatกระทบกับพื้นหินปูนจากอุโมงค์ด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ
*ก๊อบ... ก๊อบ... ก๊อบ...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของทีมสำรวจที่เหลืออย่างแน่นอน เพราะจังหวะการเดินนั้นเชื่องช้า เยือกเย็น และจงใจให้ได้ยิน ร่างเงาสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงปากทางเข้าห้องใต้ดิน มือข้างหนึ่งถือตะเกียงโบราณที่ส่งแสงสีเขียวพาสเทลประหลาด ส่วนอีกมือหนึ่ง... กำลังลากวัตถุโลหะบางอย่างครูดไปกับพื้นหินจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ
คินน์หุบยิ้มทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขาคว้าแขนของรินรดาแล้วดึงเธอให้หลบไปด้านหลังเสาศิลาขนาดใหญ่ด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์
"เงียบซะ..." คินน์กระซิบแนบชิดใบหูของเธอ ลมหายใจของเขาร้อนผ่าว แต่มันเต็มไปด้วยความตื่นตัว "นั่นไม่ใช่คนของทางการ... และดูเหมือนว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา"
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นโครมครามรุนแรงจนดังสะท้อนก้องในอก สายตาของเธอเหลือบมองผ่านซอกเสาออกไป และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาภายใต้แสงตะเกียงสีเขียวประหลาดนั้น ทำให้เลือดในกายของเธอกลายเป็นน้ำแข็งทันที—วัตถุโลหะที่บุคคลปริศนากำลังลากมาตามพื้น คือเครื่องมือขุดค้นชิ้นเดียวกับที่พ่อของเธอเคยใช้ในวันสุดท้ายก่อนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน
และบนตัวของมัน ยังมีคราบเลือดเก่าสีดำสนิทที่กาลเวลาไม่ออาจลบเลือน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 15
กำแพงกั้นระหว่างเรา
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!