เสียงเครื่องยนต์ดีเซลขนาดแปดสูบที่คำรามสะท้านผืนป่าดิบชื้น ไม่ได้กลบความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ภายในห้องโดยสารของรถขับเคลื่อนสี่ล้อแม้แต่น้อย
"คุณกำลังพาเราออกนอกเส้นเขตสัมปทานของกรมศิลปากรนะ คินน์"
เสียงของดร.รินรดาเอ่ยขึ้นเรียบๆ สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอแท็บเล็ตแสดงแผนที่ภูมิประเทศแบบสามมิติ จุดสีแดงที่แสดงพิกัดปัจจุบันของเรากำลังเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าดิบชื้น ซึ่งเป็นพื้นที่อับสัญญาณและไม่มีแม้แต่เส้นทางเดินเท้าปรากฏในแผนโรคราฟต์มาตรฐาน
คินน์ไม่ได้หันมามอง เปลือกตาภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาขยับเพียงเล็กน้อย มือขวาที่วางอยู่บนพวงมาลัยหนังแท้เคาะเป็นจังหวะเชื่องช้าตามเสียงทุ้มต่ำของเครื่องยนต์
"กรมศิลปากรให้ความสำคัญกับ 'เอกสารสิทธิ์' และ 'งบประมาณประจำปี' ดร.รินรดาครับ แต่ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงมักไม่เคยยอมจำนนต่อขอบเขตทางกฎหมายที่เราขีดเส้นลากไว้บนกระดาษหรอก" น้ำเสียงของเขาเจือรอยยิ้มจางที่มุมปาก รอยยิ้มที่เธอมักรู้สึกว่ามันซ่อนใบมีดอาบยาพิษเอาไว้เสมอ "อีกอย่าง... ถ้าคุณยังยึดติดกับเส้นทางที่คนอื่นถางไว้ให้เดิน เราก็ไม่มีวันได้เห็นสิ่งที่พ่อของคุณพยายามซ่อนไว้ก่อนที่เขาจะ..."
คินน์เว้นวรรคคำพูดไปเฉยๆ ปล่อยให้ความเงียบเข้ากัดกินพื้นที่ระหว่างกันราวกับจะทดสอบความอดทน
รินรดาขยับตัวเล็กน้อย สันหลังของเธอยืดตรงขึ้นโดยอัตโนมัติ กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอตึงเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินการพาดพิงถึงบุคคลที่เธอเลือกจะฝังกลบไว้ในความทรงจำเมื่อสัปดาห์ก่อน ดวงตาคู่คมกริบหันไปจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มด้วยแววตาที่เยียบเย็นลงหลายระดับ
"อย่าเอาเรื่องของพ่อฉันมาเป็นเครื่องมือในการชี้นำเกมจิตวิทยาของคุณ คินน์" เธอเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน "เรามาที่นี่ในฐานะนักวิชาการผู้ร่วมสำรวจ ไม่ใช่ผู้สมรู้ร่วมคิดในปฏิบัติการนอกกฎหมาย... หุบเขาไร้ชื่อแห่งนี้ ตามบันทึกภาคสนามฉบับสุดท้ายของท่าน เซอร์ เฮนรี โลเวลล์ เมื่อปี ค.ศ. 1924 ระบุชัดเจนว่ามันคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชนเผ่าพื้นเมืองโบราณใช้ประกอบพิธีกรรมบูชาความตาย ไม่มีสมบัติ ไม่มีทองคำ มีแต่กระดูกและคำสาป"
คินน์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่นุ่มนวลแต่น่าขนลุกในเวลาเดียวกัน รถยนต์กระแทกเข้ากับโขดหินใหญ่จนแรงสะเทือนส่งผลให้แผนที่สามมิติบนหน้าจอแท็บเล็ตดับวูบลงชั่วขณะ
"คำสาปหรือครับ ดร.รินรดา? ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ คุณยังเชื่อเรื่องนิทานปรัมปราหลอกเด็กพวกนี้อยู่อีกหรือ" คินน์หันมาสบตาเธอนิ่งเป็นจังหวะสั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้า "สิ่งที่มนุษย์ในอดีตเรียกว่า 'คำสาป' แท้จริงแล้วก็คือกลไกการรักษาความลับทางเทคโนโลยีหรือชีววิทยาขั้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกเข้าไปแตะต้องทรัพยากรที่พวกเขากลัวจะสูญหายต่างหากล่ะ... และผมมั่นใจว่า สิ่งที่เรากำลังจะไปพบหลังพ้นแนวผาหินปูนเบื้องหน้านี้ ไม่ใช่ผีสางเทวดา แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะสั่นคลอนรากฐานประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งทวีป"
บรรยากาศภายในรถอึมครึมลงถนัดตา เมื่อรถค่อยๆ ชะลอความเร็วลงและจอดสนิทชิดแนวผนังหินปูนสูงชันนับร้อยเมตรที่ตั้งตระหง่านขวางกั้นเส้นทาง เบื้องหน้าคือปากทางเข้าถ้ำธรรมชาติที่ถูกพืชพันธุ์ป่าดิบและรากไม้โบราณปกคลุมหนาทึบ ราวกับม่านธรรมชาติที่จงใจปิดตายรอยต่อระหว่างโลกปัจจุบันกับอดีตอันดำมืด
รินรดาเปิดประตูลงจากรถ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงจนทำให้ลมหายใจรู้สึกหนักหน่วง กลิ่นอินทรีย์สารเน่าเปื่อยผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของหินปูนโชยแตะจมูก เธอหยิบไฟฉายคาดศีรษะขึ้นมาสวม ปรับสายรัดให้กระชับ ก่อนจะดึงปืนพกขนาดเล็กออกจากซองพกซ่อนใต้เสื้อแจ็คเก็ต ตรวจสอบกระสุนด้วยความคุ้นเคยอย่างมืออาชีพ
คินน์ก้าวลงตามมา เขาสวมเป้สนามใบใหญ่ไว้บนหลัง มือข้างหนึ่งถือค้อนธรณีวิทยา ส่วนอีกมือถือแผนที่กระดาษไขโบราณที่ฉีกขาดตามขอบ เขามองท่าทีระแวดระวังของหญิงสาวแล้วยิ้มบางๆ
"คุณระวังตัวราวกับเรากำลังเดินเข้าสนามรบเลยนะครับ"
"ป่านี้ไม่มีข้าศึก แต่คนที่พยายามขโมยโบราณวัตถุออกนอกประเทศเพื่อแลกกับเงินหลายสิบล้านต่างหากที่เป็นภัยคุกคามตัวจริง" รินรดากล่าวเสียงเรียบ สายตาจ้องเขม็งไปที่รอยขูดขีดบนเปลือกไม้ใกล้ปากถ้ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สามขีดไขว้กัน—รหัสสากลที่กลุ่มค้าโบราณวัตถุตลาดมืดใช้สื่อสารกัน "และฉันรู้ว่าคุณมีสายสัมพันธ์กับเครือข่ายนั้น คินน์... อย่าคิดตุกติกเด็ดขาด เพราะกระสุนในแมกกาซีนนี้ทำงานได้ดีพอๆ กับเครื่องมือขุดค้นของคุณ"
คินน์ชะงักฝีเท้า รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหลังเลนส์แว่นฉายแวววาวแปลกประหลาดที่อ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นโคโลญจน์เจือจางปนกับกลิ่นฝน
"ถ้าผมอยากให้คุณตาย คุณคงไม่ได้ยืนถือปืนขู่ผมอยู่ตรงนี้ตั้งแต่สามวันแรกที่เราเริ่มออกเดินทางแล้วล่ะครับ ดร.รินรดา..." เขาพูดกระซิบเบาๆ ข้างหู น้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังจนน่ากลัว "แต่บางที... ความจริงที่คุณกำลังตามหา อาจจะน่ากลัวกว่ากระสุนปืนของผม หรือแม้กระทั่งความตายของพ่อคุณเสียอีก"
เขาก้าวเดินผ่านเธอไปอย่างไร้เสียง มุ่งตรงไปยังความมืดมิดภายในปากถ้ำ ปล่อยให้รินรดายืนนิ่งค้างอยู่กับคำพูดที่ทิ้งปมปริศนาบาดลึกไว้ในอก
เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปรับโหมดไฟฉายให้สว่างสูงสุด แล้วสาวเท้าก้าวตามหลังชายหนุ่มผู้มีเบื้องหลังอันดำมืดเข้าสู่หุบเขาไร้ชื่อ โดยไม่รู้เลยว่า เบื้องล่างของโถงถ้ำหินปูนแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความลับทางประวัติศาสตร์ที่รอการเปิดเผย
แสงไฟฉายกราดไปกระทบกับผนังถ้ำศิลาแลงเบื้องหน้า และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้รินรดาต้องหยุดชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ ลมหายใจสะดุดกレイขัด
บนผนังถ้ำที่ควรจะเป็นหินปูนธรรมชาติ กลับมีรอยจารึกอักษรโบราณนับร้อยตัวสลักลึกเรียงรายเป็นระเบียบ แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... รอยแผลลึกยาวสี่รอยที่ถูกขูดขีดทับตัวอักษรเหล่านั้นลงมา เป็นร่องรอยสดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง และยังมีคราบของเหลวสีคล้ำข้นคลั่กไหลซึมออกมาจากร่องแผลนั้น หยดลงสู่พื้นหินด้านล่างเป็นจังหวะช้าๆ
*ติ๋ง... ติ๋ง...*
คินน์หันกลับมามองเธอ สีหน้าของเขาไร้รอยยิ้มโดยสิ้นเชิง ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองลอดผ่านแสงไฟฉายไปที่พื้นถ้ำเบื้องหน้า
"ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคน... หรือ 'บางสิ่ง' ที่ไม่ได้ถูกเชิญ มาถึงก่อนหน้าเราแล้วล่ะครับ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ลบไม่ออก•ตอนที่ 14
มุ่งสู่หุบเขาไร้ชื่อ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ลบไม่ออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!