“ถ้าคุณจะมาเพื่อบอกให้ฉันทิ้งความฝันนี้ไปซะ... งั้นเราก็คงไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วค่ะ กวินทร์”
รินรดาวางพู่กันในมือลงบนจานสีจนเกิดเสียงกระทบกันเบาๆ ทว่าในความเงียบงันของห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมัน เสียงนั้นกลับดังก้องราวกับเสียงระเบิด เธอยืนหันหลังให้ชายหนุ่ม แผ่นหลังบางไหวระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะความกลัวที่เกาะกุมอยู่ในอก
กวินทร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขายืนพิงกรอบประตูไม้บานเก่า สายตาที่เคยอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจกลับดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขามองแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย—มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความเจ็บปวดที่ซึมลึกจากการถูกผลักไสโดยคนที่เขาพยายามจะปกป้องมาตลอด
“ผมไม่เคยบอกให้คุณทิ้งมัน ริน” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ผมแค่บอกว่า... บางทีการหยุดพักเพื่อมองดูความจริงบ้าง อาจจะทำให้คุณเห็นภาพวาดที่งดงามขึ้น ไม่ใช่ภาพวาดที่ฉาบไว้ด้วยความทรมานแบบนี้”
รินรดาหันกลับมา แววตาของเธอสั่นระริก เธอพยายามรวบรวมความมั่นใจที่แตกสลายให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง “ความจริงของคุณกับความจริงของฉันมันคนละเรื่องกันค่ะ กวินทร์ สำหรับคุณ... ร้านหนังสือของคุณคือโลกทั้งใบ แต่สำหรับฉัน การวาดภาพคือลมหายใจ ถ้าฉันหยุด... ฉันก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว”
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่แสนอบอุ่นเหมือนทุกทีที่เขานั่งอ่านหนังสือข้างๆ เธอในยามบ่าย แต่เป็นความเงียบที่เย็นเยียบและบาดลึกราวกับมีคมมีดซ่อนอยู่
กวินทร์ก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างที่พอดีจนรินรดารู้สึกถึงไออุ่นจางๆ ที่เคยคุ้นเคย แต่วันนี้มันกลับดูไกลเกินเอื้อม เขาไม่ได้เข้ามากอดปลอบเหมือนเคย แต่เขากลับมองเธอด้วยสายตาที่คล้ายกำลังพิจารณาใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก “คุณกลัวอะไรกันแน่ริน... กลัวว่าถ้าเลิกวาดภาพแล้วจะไม่มีใครรัก หรือกลัวว่าถ้าวันหนึ่งคุณประสบความสำเร็จจริงๆ คุณจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า... คุณทำมันไปเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับคนที่ไม่เคยหันมามองคุณเลยกันแน่”
คำพูดนั้นจี้เข้าที่จุดอ่อนไหวของรินรดาจนเธอหน้าซีดเผือด เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด มือที่กุมกันอยู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนที่เธอจะทันได้โต้ตอบ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ
“ผมว่าคุณพูดแรงไปนะ กวินทร์”
เมธาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่ดูสุขุมนุ่มลึก เขาส่งยิ้มบางๆ ให้รินรดา ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับกวินทร์ด้วยสายตาที่ท้าทายเล็กน้อย “รินเขามีเป้าหมายที่ชัดเจน และผมเชื่อว่าเขาไม่ต้องการคำแนะนำที่ดูถูกความพยายามของเขาแบบนี้”
รินรดาเบิกตากว้าง เธอไม่ได้ต้องการให้เมธาเข้ามาแทรกกลางในตอนนี้ แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว บรรยากาศในห้องที่ตึงเครียดอยู่แล้วกลับยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีกเมื่อมีตัวแปรที่สามเข้ามา กวินทร์เหลือบมองเมธาด้วยสายตาที่อ่านยาก ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก
“การปกป้องโดยไม่ดูความเหมาะสม ก็ไม่ต่างอะไรกับการขังเขาไว้ในกรงขังที่สวยงามหรอกนะครับ เมธา” กวินทร์พูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ก่อนจะหันมาสบตารินรดาเป็นครั้งสุดท้าย “ถ้าคุณเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เขากำลังป้อนให้คุณ ก็ตามใจครับ ผมคงไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายอะไรอีกแล้ว”
ชายหนุ่มหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจางๆ ของน้ำหอมผสมกลิ่นกระดาษเก่าที่รินรดาคุ้นเคยดี มันเป็นกลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่วันนี้... กลิ่นนั้นกลับทำให้หัวใจของเธอโหวงเหวงราวกับจะขาดใจ
เมธาเดินเข้ามาใกล้รินรดา มือของเขาเอื้อมมาแตะที่ไหล่บางอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบโยน “อย่าไปใส่ใจเขาเลยนะริน เขาก็แค่เป็นห่วงในแบบของเขา... แต่วิธีการของเขามันทำให้รินเสียใจมากเกินไปแล้ว”
รินรดาหลับตาลง พยายามกลั้นหยดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา “ฉันแค่... ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้ เมธา ฉันแค่ต้องการใครสักคนที่เชื่อในสิ่งที่ฉันทำ ไม่ใช่คนที่คอยตั้งคำถามกับมันตลอดเวลา”
“ผมเชื่อในตัวคุณนะ” เมธากระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและอ่อนโยนจนน่ากลัว “ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง ผมจะอยู่ข้างคุณเสมอ ไม่เหมือนเขาที่พร้อมจะเดินหนีเมื่อคุณไม่ทำตามใจ”
ในจังหวะที่รินรดากำลังจะเงยหน้าขึ้นเพื่อขอบคุณเมธา สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงสุดทางเดินหน้าห้องทำงานที่เปิดแง้มไว้ เธอใจหายวาบเมื่อจำได้แม่นว่านั่นคือร่างของกวินทร์ที่ยังไม่ได้จากไปไหน แต่เขากำลังยืนกอดอกพิงผนัง ฟังบทสนทนาทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น
เขาสบตาเธอผ่านช่องว่างเล็กๆ ของประตู แววตาที่เคยอบอุ่นของเขาสะท้อนความเจ็บปวดลึกสุดหัวใจ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ผละออกไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูแตกสลายที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา รินรดาชะงักงัน เธอรู้สึกเหมือนกำแพงที่กั้นระหว่างเธอกับเขากำลังสูงขึ้นและหนาแน่นขึ้นจนไม่มีทางที่เธอจะข้ามผ่านไปได้อีกตลอดกาล
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะจนแทบหยุดหายใจ เมื่อเห็นเขากำลังก้าวเดินออกจากร้านไปพร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ... เอกสารที่เขาสัญญาว่าจะนำมาให้เธอเพื่อเป็นตั๋วใบแรกสู่การจัดนิทรรศการที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของรินรดากับกวินทร์ในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - น้ำผึ้งหยดแรก
ในวันที่ไออุ่นโอบกอดใจ•ตอนที่ 32
กำแพงกั้นกลาง
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ไออุ่นโอบกอดใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!