ซองจดหมายสีครีมขอบยับย่นในมือรินรดาสั่นไหวราวกับมีชีวิต เธอจ้องมองมันเหมือนของร้อนที่พร้อมจะแผดเผาหัวใจให้มอดไหม้ คำพูดของเมธายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่การข่มขู่ แต่มันคือการพังทลายของเกราะป้องกันที่เธอเพียรสร้างมาตลอดหลายปี
"ริน... ถ้าจะจ้องมันจนกระดาษขาดแบบนั้น สู้เปิดออกมาดูให้รู้แล้วรู้รอดไปไม่ดีกว่าหรือคะ"
เสียงทุ้มนุ่มลึกที่ดังขึ้นจากมุมห้องทำให้รินรดาสะดุ้งสุดตัว กวินทร์ยืนกอดอกพิงชั้นวางหนังสือไม้โอ๊คเก่าแก่ สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวอย่างที่เธอหวาดระแวง มีเพียงความเรียบเฉยที่อ่านยาก ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจที่น่าประหลาด
รินรดากำซองจดหมายแน่น "คุณรู้ใช่ไหมคะว่าข้างในนี้คืออะไร... คุณรู้ตั้งแต่ตอนที่รับฉันเข้ามาทำงานแล้วใช่ไหมคะ กวินทร์"
เขาก้าวเดินเข้ามาหาเธอช้าๆ จังหวะการก้าวที่มั่นคงและเงียบเชียบดั่งผู้ที่ผ่านโลกมามากพอจะรู้ว่าเมื่อใดควรผ่อนคลาย เมื่อใดควรเผชิญหน้า กวินทร์หยุดลงตรงหน้าเธอ ห่างเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและกาแฟคั่วบดที่ติดตัวเขามา ช่วยดึงสติที่กระเจิดกระเจิงของเธอให้กลับเข้าที่เข้าทางได้บ้าง
"ความลับในโลกนี้ไม่มีวันตายหรอกค่ะริน แต่มันเลือกวันที่จะปรากฏตัวได้ และวันนี้... ดูเหมือนมันจะหิวโหยเหลือเกิน" เขายิ้มบางๆ ซึ่งไม่ได้ทำให้เธอมั่นใจขึ้นเลย "แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำลายมัน หรืออ่านมันจนใจสลาย มีงานชิ้นหนึ่งที่คุณยังค้างคาอยู่ไม่ใช่หรือคะ?"
รินรดาเม้มปากแน่น ความกังวลเรื่องงานโปรเจกต์ภาพวาดประกอบหนังสือชุดพิเศษที่เธอกำลังเผชิญหน้ากับทางตันเริ่มประดังเข้ามาอีกครั้ง เธอไม่ได้ต้องการความเมตตา แต่นี่คือพื้นที่เดียวที่เธอยังรู้สึกว่าตนเองมีค่า
"ฉันทำไม่ได้ค่ะ เส้นสายมันขัดกันไปหมด อารมณ์ในภาพมัน... มันเหมือนสิ่งที่ฉันพยายามหนีมาตลอด" เธอก้มหน้าลงซ่อนหยดน้ำตาที่รื้นขึ้น
กวินทร์ไม่ตอบด้วยถ้อยคำปลอบประโลมจอมปลอม เขาคว้าเก้าอี้ไม้มาวางข้างๆ แล้วนั่งลงเคียงข้างเธอ ก่อนจะดึงสมุดสเก็ตช์ภาพออกจากมือเธอเบาๆ เขาเปิดไปที่หน้าว่างหน้าหนึ่งที่รินรดาขีดเขียนเป็นเพียงเส้นยุ่งเหยิง
"คุณกำลังพยายามวาดสิ่งที่ 'ควรจะเป็น' แต่คุณไม่ได้วาดสิ่งที่ 'เป็นอยู่' จริงๆ" กวินทร์ใช้ดินสอในมือขีดเส้นสั้นๆ ลงไปบนกระดาษ "ความกลัวทำให้ฝีแปรงคุณสั่น แต่ถ้าคุณใช้ความสั่นนั้นให้เป็นประโยชน์ล่ะ? ริน... มองไปที่แสงไฟตรงนั้นสิ"
เขาชี้นิ้วไปยังโคมไฟเหล็กดัดสีดำเหนือโต๊ะทำงาน แสงไฟสีส้มสลัวตกกระทบลงบนสันหนังสือและเงาที่ทอดยาวบนพื้นห้อง
"ความมืดไม่ได้แปลว่าความว่างเปล่า แต่มันคือที่ที่แสงสว่างเลือกจะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา งานของคุณขาด 'เงา' ค่ะ คุณพยายามวาดแต่ความสดใสจนลืมไปว่า... ในความเจ็บปวดก็มีศิลปะซ่อนอยู่"
คำพูดนั้นราวกับมีดผ่าตัดที่กรีดผ่านความสับสนของเธอ กวินทร์ไม่ได้เพียงแต่สอนเทคนิคศิลปะ แต่เขากำลังสอนให้เธอเผชิญหน้ากับบาดแผลด้วยการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความงาม รินรดาเริ่มขยับมือตามสัญชาตญาณ เสียงดินสอครูดกับกระดาษกลายเป็นดนตรีเพียงหนึ่งเดียวในห้องที่เงียบสงัด กวินทร์นั่งเฝ้าดูอยู่เงียบๆ คอยหยิบจับพู่กัน หรือหมึกมาวางให้อย่างรู้ใจ โดยไม่มีคำถามจุกจิก
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้จนกระทั่งรินรดาวางดินสอลง เธอหอบหายใจเบาๆ ภาพในสมุดสเก็ตช์ไม่ใช่รูปดอกไม้ที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างที่เธอเคยพยายามทำ แต่มันคือภาพของหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางพายุโหมกระหน่ำ โดยมีเพียงร่มคันเล็กในมือที่ยังคงกันฝนได้ไม่มิด แต่ในแววตาของหญิงสาวคนนั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด
"นี่แหละค่ะ... คือสิ่งที่ผมรอคอยมาตลอด" กวินทร์พึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นพร่านิดๆ เหมือนคนที่เพิ่งผ่านความตื้นตันใจมาอย่างหนัก
รินรดาหันไปมองเขา แววตาของกวินทร์ที่มองเธอในตอนนี้นั้นอ่อนโยนเกินกว่าที่หัวใจของเธอจะรับไหว มันมีทั้งความห่วงใย ความสงสาร และบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น... บางอย่างที่ทำให้นึกถึงคำเตือนของเมธา
"คุณกวินทร์... คุณรู้จักตัวตนจริงๆ ของฉันมากแค่ไหนกันแน่คะ?" เธอถามเสียงสั่น
กวินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาแตะขอบสมุดสเก็ตช์แผ่วเบา "มากพอที่จะรู้ว่า... ต่อให้คนทั้งโลกจะทิ้งคุณไป แต่ผมจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน และจดหมายในมือนั่น... ถ้าคุณยังไม่พร้อมเปิด มันก็ไม่มีค่าอะไรเท่ากับสิ่งที่คุณกำลังสร้างขึ้นใหม่ตรงนี้หรอกค่ะ"
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความมั่นใจเริ่มก่อตัวขึ้นทว่ายังไม่ทันที่เธอจะกล่าวขอบคุณ เสียงกริ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง
ประตูร้านถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนบานพับแทบหัก ร่างสูงของเมธาก้าวเข้ามาด้วยท่าทางกระวนกระวาย ในมือเขามีซองจดหมายอีกฉบับที่ดูคุ้นตาเสียยิ่งกว่าฉบับที่อยู่ในมือเธอเสียอีก
"ริน! อย่าหลงเชื่อมัน! ถ้าเธออยากรู้ว่าสิ่งที่มันซ่อนไว้คืออะไร ก็ดูนี่เสียก่อน... ว่าคนที่เธอเรียกว่าที่ปรึกษาแสนดีน่ะ คือคนที่ครอบครัวของเธอต้องสูญเสียทุกอย่างไปตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาในชีวิตเธอ!"
เมธาขว้างจดหมายลงบนโต๊ะไม้ กวินทร์ไม่ได้ขยับหนี สีหน้าเขายังคงนิ่งสงบ ทว่าในวินาทีที่รินรดาเหลือบไปเห็นชื่อจ่าหน้าซองที่ถูกเปิดทิ้งไว้ หัวใจของเธอก็ร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มันคือชื่อของคนคนเดียวกับที่เธอเคยเขียนไว้ในบันทึกตอนเด็ก... ชื่อของคนที่ทำลายครอบครัวเธอจนพินาศ
น้ำผึ้งหยดแรกหวังว่ารี้ดที่น่ารักจะยังคงให้กำลังใจรินรดาและติดตามความจริงที่ค่อยๆ เปิดเผยในตอนต่อไปนะคะ
ในวันที่ไออุ่นโอบกอดใจ•ตอนที่ 12
ที่พึ่งทางใจ
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ไออุ่นโอบกอดใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!