กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษเอกสารเก่า ผสมผสานกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กบางเบาที่ลอยกรุ่นออกมาจากกระเป๋าหนังสีดำใบนั้น กำลังบีบอัดออกซิเจนในห้องพักผู้ป่วยพิเศษให้เหลือน้อยลงทุกที
พิมมาดายืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเตรียมถอยหลัง ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก แววตาคู่คมกริบที่เคยใช้ประเมินความเสียหายของอวัยวะภายในยามผ่าตัด บัดนี้กำลังจดจ้องเขม็งไปยังมุมกระดาษเอกสารลับทางราชการที่มีตราประทับสีแดงสดระบุคำว่า *‘ลับที่สุด’* และคราบสีน้ำตาลเข้มกรอะกรังที่หูหิ้วฝั่งขวา มันไม่ใช่รอยเลือดของศิลา—เธอแน่ใจ เพราะในฐานะศัลยแพทย์ เธอย่อมคุ้นเคยกับลักษณะของเลือดสดที่ไหลซึมจากบาดแผลดีดียิ่งกว่าใคร แต่คราบนี้... มันผ่านกระบวนการออกซิเดชันมาไม่ต่ำกว่าสิบสองชั่วโมงแล้ว
"คุณกำลังมองหาอะไรอยู่หรือครับ หมอพิม"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบไม่ได้มีความตื่นตระหนกเจือปนแม้แต่น้อย มันราบเรียบ เยือกเย็น และแฝงไว้ด้วยกระแสความกดดันบางอย่างที่พร้อมจะครอบงำคู่สนทนาได้ทุกเมื่อ
พิมมาดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มบนเตียง ดวงตาของศิลาไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวที่ความลับกำลังจะถูกเปิดโปง ตรงกันข้าม เขากลับจ้องมองเธอนิ่งสนิท ราวกับกำลังประเมินว่าตัวเลขในสมองของเธอกำลังคำนวณความเสี่ยงไปถึงไหนแล้ว
"ฉันไม่ได้กำลังมองหาอะไรทั้งนั้นค่ะ... อ้อ ขอโทษทีครับ ผมเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นเคย" พิมมาดาแก้ไขคำพูดของตนเองอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงกฎเกณฑ์ในใจ ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความประหม่า "ฉันแค่กำลังประเมินว่า อาการทางสมองที่คุณอ้างว่าสูญเสียความทรงจำระยะสั้นบางส่วน กับสติสัมปชัญญะที่ยังสามารถจัดการเอกสารลับของทางการได้เป็นอย่างดีนั้น สิ่งไหนคือเรื่องโกหกกันแน่ครับ... เอ๊ย คราวนี้เผลออีกแล้วสินะ" เธอขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่เผลอหลุดสำนวนพูดคุยแบบเป็นกันเองกับคนไข้ระดับอันตราย
ศิลาหัวנסเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานในความเงียบ เขายันตัวลุกขึ้นพิงหัวเตียงช้าๆ โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวดจากบาดแผลที่ชายโครงเลยแม้แต่น้อย ความนิ่งสงบผิดมนุษย์มناนี้ทำให้พิมมาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"คุณหมอคิดว่าคนเราจะโกหกความเจ็บปวดได้นานแค่ไหนกันครับ" ศิลาเอ่ยถามพร้อมกับโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แสงไฟนีออนสีนวลจากเพดานสาดกระทบสันจมูกโด่งเป็นคมและเงาทอดลงบนดวงตาที่ลุ่มลึกราวกับหลุมดำ "ผมไม่ได้โกหกเรื่องความทรงจำที่หายไป... แต่บางครั้ง สมองของมนุษย์เราก็ฉลาดพอที่จะเลือกจดจำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องรอดชีวิต"
"รวมถึงการพกพาหลักฐานคดีฆาตกรรมติดตัวมาในห้องพักผู้ป่วยโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงด้วยอย่างนั้นหรือครับ" พิมมาดาโต้กลับทันควัน น้ำเสียงของเธอคมกริบไม่แพ้มีดผ่าตัด เธอก้าวเข้าไปใกล้โซฟาอีกหนึ่งก้าว สายตาจ้องเขม็งที่รอยเลือดบนกระเป๋า "คุณไม่ใช่แค่นักธุรกิจความจำเสื่อมตามที่ประวัติของโรงพยาบาลบันทึกไว้ ศิลา... คุณเป็นใครกันแน่ และเอกสารในนั้นเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ที่ท่าเรือใช่ไหม"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะตัดได้ด้วยมีด เคมีระหว่างคนทั้งสองหมุนวนด้วยความหวาดระแวงและความดึงดูดทางปัญญาที่ประหลาดล้ำ พิมมาดาไม่เคยรู้สึกว่าใครอันตรายและน่าค้นหาเท่าผู้ชายคนนี้มาก่อน เขามีความนิ่งของนักล่าและสติปัญญาของนักวางแผนระดับสูง ขณะที่เธอก็ไม่ใช่กวางน้อยที่จะยอมตกเป็นเหยื่อ—เธอคือศัลยแพทย์ผู้มีปมในอديตเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม และเธอจะไม่ยอมปล่อยให้ความลับสีเทานี้หลุดลอยไปเด็ดขาด
ศิลาไม่ตอบคำถามในทันที เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าของพิมมาดาอย่างละเอียด ราวกับกำลังอ่านหนังสือพิมพ์หน้าที่ตีแผ่เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอทีละบรรทัด
"คุณหมอพิม... เคยได้ยินทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ ไหมครับ" จู่ๆ ศิลาก็เปลี่ยนเรื่องพูด น้ำเสียงของเขาเจือรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "ที่บอกว่ามนุษย์เรามักจะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงขับ 2 อย่าง คือสัญชาตญาณการมีชีวิต (Eros) และสัญชาตญาณความตาย (Thanatos)... คุณคิดว่าตอนนี้ อะไรกำลังขับเคลื่อนคุณอยู่ระหว่างความอยากรู้อยากเห็นในฐานะหมอกับความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองกันแน่ครับ"
คำพูดนั้นพุ่งเป้าตรงเข้ามาที่กลางใจของพิมมาดาอย่างแม่นยำ ราวกับเขารู้เรื่องปมในอดีตของเธอเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อที่เคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม ร่างกายของเธอชะงักกึก หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรงจนเธอต้องพยายามควบคุมสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว
"คุณรู้เรื่องอะไร..." พิมมาดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจที่ถูกอ่านเกมทะลุปรุโปร่ง
"ผมไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าสิ่งที่ดวงตาของคุณกำลังฟ้องออกมาหรอกครับ" ศิลาตอบกลับอย่างนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความเฉียบขาดที่บาดลึก "คนที่มีปัญหากับการควบคุมความจริง มักจะพยายามควบคุมทุกสิ่งรอบตัวอย่างสุดชีวิต... เช่นเดียวกับที่คุณกำลังยืนจ้องกระเป๋าใบนั้น เพื่อหวังว่าจะพบคำตอบที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยในโลกที่เต็มไปด้วยความเท็จ"
พิมมาดากัดริมฝีปากแน่น เธอยื่นมือออกไปหวังจะดึงซิปกระเป๋าหนังสีดำใบนั้นให้เปิดออกเพื่อดูเอกสารข้างในให้รู้รอด แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะสัมผัสโดนตัวล็อก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
"คุณหมอพิมมาดาครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงของนายแพทย์วิกรม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดังลั่นมาจากด้านนอก ประตูห้องถูกผลักเปิดออกโดยไม่รออนุญาต สีหน้าของผู้อำนวยการซีดเผือกจนแทบไร้สีเลือด "รีบออกมาดูนี่เร็วเข้า... ตำรวจกองปราบปรามกำลังนำหมายค้นมาที่ห้องนี้ และพวกเขากำลังตามหา 'บุคคลอันตราย' ที่หลบหนีคดีอุกฉกรรจ์ ซึ่งตอนนี้... น่าจะพักรักษาตัวอยู่บนเตียงนี้!"
พิมมาดาชะงักค้างมือที่กำลังจะหยิบเอกสาร เธอนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนจะหันขวับกลับมามองหน้าศิลาอย่างรวดเร็ว
ทว่า... เตียงผู้ป่วยสีขาวสะอาดในตอนนี้ กลับว่างเปล่า!
ผ้าห่มถูกเปิดทิ้งไว้ลวกๆ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องที่เชื่อมต่อกับระเบียงหนีไฟถูกเปิดอ้าซ่ารับสายลมยามค่ำคืนที่พัดโชยเข้ามาปะทะร่าง และบนหมอนหนุนสีขาว มีเพียงกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ทว่ามั่นคงวางไว้ว่า...
*‘ขอบคุณสำหรับการประเมินค่าจิตใจนะฃรับคุณหมอ... ไว้เราคงได้พบกันใหม่ เมื่อเกมนี้เริ่มต้นขึ้นจริงๆ’*
พิมมาดากลั้นหายใจ นัยน์ตาเบิกโพงด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น ขณะที่เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายกำลังวิ่งกรูเข้ามาใกล้หน้าประตูห้องพักเข้ามาทุกที
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมานะครับ
กับดักรักฉบับหมอศัลย์ฯ•ตอนที่ 3
ประเมินค่าจิตใจ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักฉบับหมอศัลย์ฯ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!