กลิ่นไอโอดีนและสารละลายคลอรีนเจือจางในอากาศ คือสิ่งแรกที่ปลุกประสาทสัมผัสของศิลาให้ตื่นขึ้น ความเจ็บแปลบที่บริเวณซี่โครงด้านขวาทำหน้าที่เป็นนาฬิกาปลุกชั้นดี มันเตือนให้รู้ว่าเขายังมีลมหายใจ แม้ความทรงจำในช่วงเวลาก่อนหน้านี้จะขาดหายไปราวกับหนังสเก็ตช์ภาพที่ถูกฉีกทิ้ง
ความเงียบงันภายในห้องพักฟื้นพิเศษถูกรบกวนด้วยเสียงหยดของน้ำเกลือ *ติ๊ด... ติ๊ด...* มันสม่ำเสมอเกินไปจนน่ารำคาญ
ศิลาขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานทิ่มแทงม่านตาจนเขาต้องหรี่ลงเพื่อปรับโฟกัส ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างเพรียวในชุดกราวน์สีขาวสะอาดตาที่ยืนหันหลังให้อยู่ตรงริมหน้าต่างบานใหญ่ เธอกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวพลิกดูแฟ้มประวัติการรักษาด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน
"ตื่นแล้วสินะครับ..." ศิลาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและแห้งผากราวกับไม่ได้ผ่านการดื่มน้ำมาหลายวัน
พิมมาดาชะงักมือเล็กน้อย ปลายนิ้วที่คีบกระดาษแผ่นนั้นหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เธอจะค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเต็มไปด้วยการประเมินค่า—สายตาแบบเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้มองรอยโรคที่ต้องกำจัดทิ้ง
"สำหรับคนที่เกือบเสียเลือดจนหมดตัว คุณฟื้นเร็วกว่าที่สถิติทางการแพทย์คาดไว้ถึงสามชั่วโมง" น้ำเสียงของพิมมาดาเรียบสนิท ไร้ซึ่งความยินดีหรือความโล่งใจใดๆ มันคือเสียงของมืออาชีพที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอน
ศิลาพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดบริเวณแผลผ่าตัดก็แล่นริ้วขึ้นมาจนเขาต้องกัดฟันกรอด นิ้วมือข้างขวาเผลอกำผ้าปูเตียงแน่นจนยับยู่ยี่
"เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน..." ศิลาถามเสียงต่ำ พยายามเค้นความทรงจำที่หายไป "ผมจำไม่ได้ว่า... ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
พิมมาดาก้าวเท้าเข้ามาใกล้เตียงทีละน้อย ระยะห่างที่ลดลงสร้างแรงกดดันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ เธอยืนกอดอก มองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่วิเคราะห์ลึกลงไปถึงสภาพจิตใจ ไม่ใช่แค่ร่างกาย
"ความจำเสื่อมชั่วคราวจากภาวะช็อกทางกายภาพ หรือคุณแค่กำลังเล่นละครตบตาเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามของตำรวจกันแน่ครับ คุณศิลา" พิมมาดาตั้งคำถามย้อนกลับ น้ำเสียงของเธอเจือความเย้ยหยันเล็กๆ ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึม
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไร้สีเลือด แต่แววตาของเขากลับมีความคมกราบและเจ้าเล่ห์แฝงอยู่ลึกๆ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ซึ่งนั่นทำให้แผลของเขาตึงขึ้นจนต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด
"คุณหมอพิมมาดาคิดว่าผมเป็นคนแบบไหนล่ะครับ... อาชญากรที่ความจำเสื่อม หรือเหยื่อผู้โชคร้ายที่บังเอิญไปรู้ความลับอะไรเข้า?"
"ในฐานะแพทย์ หน้าที่ของผมคือรักษาชีวิตคน ไม่ใช่สืบสวนคดีฆาตกรรม" พิมมาดาตอบทันควันอย่างไร้รอยต่อ "แต่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง... ตำรวจกำลังตามหาตัวคุณอยู่ และพวกเขากำลังสงสัยว่ารอยแผลที่ท้องของคุณ ไม่ได้เกิดจากการโดนแท่งเหล็กในไซต์งานก่อสร้างอย่างที่คุณอ้าง"
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที เสียงหยดน้ำเกลือกลายเป็นสิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง ศิลาหรี่ตามองแพทย์สาวอย่างพิจารณา สมองของเขาพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้คือแสงไฟฉุกเฉินสีส้มในโรงพยาบาล และเสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่น แต่วินาทีที่เขาก่อนจะหมดสติไป... เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
"แล้วคุณล่ะครับ..." ศิลาเอ่ยทำลายความเงียบ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน "คุณเชื่อคำพูดของตำรวจ หรือเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่ากัน?"
พิมมาดาชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาของเธอไหววูบเพียงเสี้ยววินาทีจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ศิลาจับพิรุธได้ เธอเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งท้องฟ้ายามรุ่งสางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น
"สัญชาตญาณของผมบอกว่าคุณกำลังซ่อนอะไรบางอย่าง" พิมมาดาพูดเสียงเรียบ ปรายตามองเขากลับด้วยความเยือกเย็น "และแฟ้มประวัติคดีฆาตกรรมเมื่อเจ็ดปีก่อนของคุณพ่อผม... ก็มีกลิ่นอายบางอย่างที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์รอบตัวคุณในตอนนี้เหลือเกิน"
ศิลาชะงัก แววตาที่เคยพราวระยับเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที เขามองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความเย็นชาของเธอไม่ได้สร้างกำแพง แต่มมันกลับดึงดูดให้เขาอยากพังทลายมันลงเพื่อดูว่าภายใต้เกราะ้านทานนั้นมีอะไรซ่อนอยู่
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมาทำลายความเงียบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง—สั้น หนักแน่น และไร้ซึ่งมารยาท
ยังไม่ทันที่พิมมาดาจะได้อนุญาต ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ ร่างสูงใหญ่ของนายตำรวจยศสารวัตรก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับชายในชุดสูทสีเข้มอีกสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านนอก ใบหน้าของสารวัตรเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความกดดัน
"หมอพิมมาดาครับ... ผมต้องขอตัวคุณศิลาไปให้ปากคำเดี๋ยวนี้" สารวัตรเอ่ยเสียงเข้ม พลางชูหมายจับขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด "เราพบหลักฐานชิ้นใหม่ในที่เกิดเหตุ... เป็นรอยนิ้วมือและคราบเลือดที่ตรงกับ DNA ของเขาบนอาวุธที่ใช้ก่อเหตุฆาตกรรมเมื่อคืนนี้แล้วครับ"
ศิลานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ รอยยิ้มมุมปากที่เคยมีเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขามองหน้าสารวัตรสลับกับพิมมาดาช้าๆ
พิมมาดาหันขวับกลับมามองหน้าศิลาทันที แววตาของเธอเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความตกใจระคนผิดหวังอย่างปิดไม่มิด และในวินาทีที่เธอกำลังจะก้าวถอยหลังหนีห่างจากเตียงนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเอกสารสีดำหนังแท้ของศิลาที่วางอยู่บนโซฟาข้างเตียง—กระเป๋าที่ถูกปลดล็อกซิปออกครึ่งหนึ่ง และมีมุมของกระดาษเอกสารลับทางราชการโผล่อออกมา พร้อมกับคราบเลือดแห้งกรังที่ติดอยู่บริเวณหูหิ้ว ซึ่งไม่ใช่เลือดของศิลาอย่างแน่นอน!
ขอบพระคุณที่ติดตามและสนับสนุนงานเขียนของ "สายลมแผ่วเบา" เสมอมานะครับ
กับดักรักฉบับหมอศัลย์ฯ•ตอนที่ 2
รอยร้าวในความทรงจำ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักฉบับหมอศัลย์ฯ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!