เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาใกล้จนกระจกบานสูงของตึกเก่าสั่นสะเทือน รินรดาถึงกับสะดุ้งสุดตัว มือเรียวที่กำลังถือแท็บเล็ตเกือบจะหลุดร่วงลงพื้น หากไม่มีมือหนาของคนที่ยืนอยู่ใกล้กันคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
"ถ้าของพัง งานคุณปลิว ผมไม่ช่วยแก้ให้หรอกนะรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยنชาของธีรดนย์ดังขึ้นเหนือหัว ทว่าความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กุมข้อมือเธอนั้นกลับสวนทางกับคำพูดปากร้ายโดยสิ้นเชิง นายเอกสาวเท้าถอยหลังกรูดเพื่อดึงมือออกทันทีที่ตั้งสติได้ ดวงตากลมโตตวัดมองสถาปนิกหนุ่มอย่างเอาเรื่อง
"ไม่ต้องมาจับค่ะคุณธีรดนย์ มือฉัน ฉันดูแลเองได้... ว่าแต่ฝนตกหนักขนาดนี้ แล้วเราจะออกไปจากไซต์งานร้างนี่ได้ยังไง ถนนข้างนอกน่าจะจมน้ำไปหมดแล้วมั้งคะเนี่ย" รินรดาบ่นอุบ พลางเดินไปชะโงกหน้ามองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตอนนี้มีสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว ทัศนียภาพภายนอกมืดมัวจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากแสงแลบแปลบปลาดยามที่สายฟ้าฟาดลงมา
ตึกเก่าทรงโคโลเนียลที่ถูกรีโนเวตให้กลายเป็นแกลเลอรีศิลปะแห่งนี้ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงโครงสร้าง ระบบไฟสำรองยังไม่สมบูรณ์ และตอนนี้... ไฟฟ้าทั้งตึกก็ดับสนิทลงพร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำรามครั้งใหญ่
พรึบ!
ความมืดมิดโรยตัวลงมาโอบล้อมคนทั้งคู่ทันที รินรดาเผลออุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ ก่อนจะขยับตัวถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังปูนเปลือยเย็นเฉียบ แต่ยังไม่ทันที่ความกลัวจะเกาะกุมหัวใจ
แสงสว่างสีนวลจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือของธีรดนย์ก็สว่างวาบขึ้น แสงสะท้อนจากหน้าจอกระทบกับสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาคมกริบที่กำลังมองตรงมาที่เธอพอดิบพอดี
"ยืนดีๆ สิครับ เดินซุ่มซ่ามเป็นเด็กไปได้" ธีรดนย์เอ่ยเสียงดุ แต่ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอโดยอัตโนมัติเพื่อใช้แสงจากมือถือส่องทางไม่ให้เธอสะดุดเศษวัสดุก่อสร้าง
"ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามสักหน่อย แค่ตกใจที่ไฟดับต่างหากเล่า" รินรดาเถียงเสียงแข็ง แม้ในใจจะเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันใกล้เกินกว่าคำว่า 'เพื่อนร่วมงาน' ไปโขแล้ว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยเข้าจมูกจนเธอต้องแอบสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ
"ปากเก่งตลอด" ธีรดนย์พึมพำเบาๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดหน่อยในความมืดที่สลัวราง "แบตมือถือผมเหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนของคุณ..."
รินรดาคว-านหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตทันที ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ "แบตหมดค่ะ... เรียบร้อย โรงเรียนสถาปนิกจอมเนี้ยบ"
"หึ โทษผมอีก" ธีรดนย์ถอนหายใจยาวอย่างจนปัญญา เขากวาดสายตามองไปรอบห้องโถงชั้นสองที่ตอนนี้เหลือเพียงความเงียบสงบ มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่สาดซัดกระทบกระจกและหลังคาสังกะสีด้านนอก "ข้างนอกออกไม่ได้แน่ๆ ฝนตกหนักระดับนี้ น้ำท่วมรอระบายรอบตึกแน่นอน ทางเดียวคือเราต้องติดอยู่ที่นี่จนกว่าฝนจะซา หรือไม่ก็เช้าวันใหม่"
"หา!" รินรดาตาโตเท่าไข่ห่าน อุทานเสียงหลง "ติดอยู่ที่นี่สองต่อสองเนี่ยนะคะ? ไม่ตลกเลยนะคุณ ธีรดนย์ ฉันมีงานวาดรูปที่ต้องส่งพรุ่งนี้เช้านะ!"
"ผมก็มีแบบแปลนที่ต้องแก้ส่งลูกค้าเหมือนกัน... แต่ดูสภาพสิครับคุณศิลปินผู้รักอิสระ" ธีรดนย์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาอีกก้าว จนรินรดาต้องแนบแผ่นหลังติดผนังแน่นกว่าเดิม ดวงตาคู่คมจ้องมองเธอราวกับจะกลืนกิน "หรือว่า... คุณกลัวว่าอยู่กับผมสองคนแล้วจะห้ามใจตัวเองไม่ไหว?"
"หลงตัวเองที่สุด!" รินรดาค้อนควับ หน้าแดงก่ำแม้ในความมืด เธอรีบยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาให้ออกห่าง แต่เจ้ากรรม นายเอกสาวดันลืมไปว่าแรงผู้หญิงหรือจะสู้แรงสถาปนิกหนุ่มร่างทอง ธีรดนย์ไม่เพียงไม่ถอย แต่เขากลับใช้มืออีกข้างรวบเอวบางไว้หลวมๆ เพื่อไม่ให้เธอลื่นล้มบนพื้นปูนที่เริ่มมีความชื้นแฉะ
"ใจเต้นแรงจังครับ" เสียงกระซิบพร่าทุ้มดังอยู่ชิดริมใบหู จนรินรดาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"ปล่อยเลยนะคุณธีรดนย์! อย่ามาฉวยโอกาสตอนไฟดับนะ!" รินรดาโวยวายกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก พยายามดันตัวออกจากการเกาะกุม แต่ยิ่งดิ้น ธีรดนย์ก็ยิ่งกระชับวงแขนแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดรดต้นคอยิ่งทำให้สมองของเธอตื้อตันจนคิดคำด่าไม่ออก
"ผมไม่ได้ฉวยโอกาส ผมแค่... ปกป้องลูกน้องในความดูแล" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นในวินาทีต่อมา ธีรดนย์พาเธอเดินเลี่ยงไปยังมุมห้องที่มีโซฟาหนังเก่าที่ทางโครงการเตรียมไว้สำหรับตรวจงาน ซึ่งตอนนี้ถูกคลุมด้วยผ้าใบกันฝุ่นสะอาดสะอ้าน เขากวาดฝุ่นออกให้อย่างรวดเร็ว "นั่งลงตรงนี้ครับ อย่าเดินไปไหนอีก เดี๋ยวได้หัวร้างข้างแตกจริงๆ หรอก"
รินรดายอมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างจำยอม เธอกอดอกมองสถาปนิกหนุ่มที่ทรุดตัวลงนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเพื่อรื้อหาไฟฉายฉุกเฉินจากกล่องเครื่องมือ แสงไฟจากหน้าจอมือถือที่ใกล้จะดับเต็มทีส่องให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่ดูจริงจังและน่ามองอย่างประหลาด
"มองอะไรครับ หน้าผมมีรอยพิมพ์เขียวติดอยู่รึไง" ธีรดนย์เอ่ยโดยไม่เงยหน้าขึ้น แต่รอยยิ้มมุมปากฟ้องชัดเจนว่าเขารู้ตัวว่ากำลังถูกจ้อง
"เปล่าค่ะ แค่คิดว่า... คนปากจัดอย่างคุณ ทำไมเวลาคับขันถึงดูพึ่งพาได้ขึ้นมานิดนึงซะงั้น" รินรดาแกล้งแซะเพื่อทำลายบรรยากาศชวนใจเต้น
ธีรดนย์หยุดมือ เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคู่นั้นประกายแสงวาบขึ้นในความมืด ชวนให้คนมองรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่อากาศรอบตัวค่อนข้างเย็นเฉียบจากพิษฝน
"นิดนึงเหรอครับ... งั้นแสดงว่าที่ผ่านมา ผมคงยังแสดงความ 'พึ่งพาได้' ให้คุณเห็นไม่มากพอสินะ"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดโซฟาที่เธอนั่งอยู่ มือหนาวางท้าวลงบนพนักพิงทั้งสองข้าง กักตัวเธอไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"คุณ... จะทำอะไร..." เสียงของเธอแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ความมั่น 100% เมื่อครู่ระเหยหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
"ไม่ได้จะทำอะไรครับ แค่จะพิสูจน์ให้ดูว่า..."
ติ๊ง!
จังหวะที่ริมฝีปากของธีรดนย์กำลังจะขยับเข้าใกล้กว่าเดิม เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือเครื่องอื่นๆ ในกระเป๋าเสื้อของเขาก็ดังขึ้นพร้อมกันหลายเครื่อง แสงไฟสว่างวาบขึ้นจากหน้าจอพร้อมกับเสียงประกาศระบบไฟฟ้าสำรองของตึกที่ทำงานขึ้นพรึบ! แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าสาดส่องไปทั่วห้องโถง เผยให้เห็นภาพของทั้งคู่อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
รินรดารีบยกมือผลอกอกเขาเต็มแรงจนธีรดนย์เซถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอกำลังจะอ้าปากเอ็ดเขาสักยกใหญ่ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนอยู่ตรงประตูทางขึ้นบันได
ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบ ถือร่มคันใหญ่เปียกโชกกำลังยืนนิ่งค้างอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองภาพสถาปนิกหนุ่มกับศิลปินสาวที่ยืนประชิดกันในระยะประชิดด้วยแววตานิ่งสนิทที่อ่านไม่ออก
"ผมคิดว่าคุณติดฝนอยู่ข้างนอก... ไม่นึกว่าจะมาติดอยู่ 'ข้างใน' กับคนของผมแบบนี้ซะอีกนะครับ, ธีรดนย์"
ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "ตุ๊กตาโบราณ" ด้วยนะคะ
พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด•ตอนที่ 6
เกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!