เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นเป็นรอบที่สามของนาที ทว่าคนทำไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดว่ามันสร้างความรำคาญให้คนฟังมากแค่ไหน รินรดายืนกอดอกพิงเสาปูนเปลือยของแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาตวัดมองร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังยืนกางแปลนพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่เท่าฝาบ้าน ขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นระหว่างคิ้วแทบจะผูกเป็นปมอยู่แล้ว
"ถ้าคุณยังทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้น ฉันจะถือว่าการลากคุณออกมากลางแดดเปรี้ยงๆ นี่เป็นภารกิจแก้แค้นเรื่องเมื่อวานนะคะคุณธีรดนย์"
รินรดาเอ่ยแซะด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ดวงตาพราวระยับเมื่อเห็นสันกรามคมสันของอีกฝ่ายขยับเข้าหากันด้วยความขัดเคือง
เหตุการณ์เมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความร้อนผ่าวไว้ที่พวงแก้มของเธอ แม้จะพยายามปัดมันทิ้งด้วยการทำตัวกวนประสาทตั้งแต่ก้าวขึ้นรถมาเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน แต่สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดและแผงอกกว้างที่เกือบจะแนบชิดกันในห้องทำงานนั้น กลับยังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทอย่างน่าหงุดหงิด และดูเหมือนพ่อสถาปนิกจอมเนียบจะจำมันได้ดีไม่แพ้กัน
ธีรดนย์ตวัดสายตาคมกริบมองคนตัวเล็กที่ลอยชายอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เขากัดกรามแน่น พับกระดาษพิมพ์เขียวในมือเสียงดัง *พรึบ* จนรินรดาสดุ้งเล็กน้อย
"แรงบันดาลใจอะไรของคุณ ถึงต้องถ่อสังขารมาดูตึกเก่าโทรมๆ กลางย่านเยาวราชในวันหยุดที่ผมควรจะได้นอนพักผ่อนอย่างสงบสุข" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดระคนเหนื่อยหน่าย
"เขาก gọiว่า 'การเปิดมุมมองใหม่' ค่ะคุณสถาปนิกผู้ยึดติดกับเส้นตรงและมุมฉาก" รินรดาลอยหน้าลอยตาตอบ เดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มจนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกระดาษและกาแฟคั่วเข้มลอยเข้าแตะจมูก "ตึกเก่าๆ มีเรื่องเล่า มีร่องรอยของกาลเวลา มีความไม่สมบูรณ์แบบที่โคตรจะมีเสน่ห์... ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลนบ้านเป๊ะๆ ของคุณไม่มีวันเข้าใจ"
ธีรดนย์แค่น "หึ" ในลำคอ ดวงตาดุคมมองสำรวจเรือนร่างโปร่งบางในชุดเอี๊ยมยีนส์เซอร์ๆ ของคนตรงหน้าอย่างประเมิน "เสน่ห์เหรอครับ? ผมเห็นมีแต่ฝุ่นเขรอะกับซากปูนเก่าๆ ที่รอวันพังลงมาทับหัวมากกว่า ถ้าคุณอยากได้แรงบันดาลใจจนตัวสั่นขนาดนี้ ทำไมไม่ไปนั่งวาดรูปในห้องแอร์เย็นๆ ล่ะครับ จะได้ไม่ต้องมาเดินเหงื่อตกเป็นหมาหอบแดดอยู่ตรงนี้"
"ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนนะคะ" รินรดาเบะปากหมั่นไส้ แต่ริมฝีปากบางกลับซ่อนรอยยิ้มขบขันไว้ไม่มิด "ถ้าดีแต่นั่งอยู่ในห้องแอร์ ฉันก็จะได้งานที่เหือดแห้งไร้ชีวิตชีวาเหมือนสมองคุณตอนนี้สิคะ ธีรดนย์... ตามมาเถอะน่า วันนี้ฉันจะพาไปเปิดโลกทัศน์ที่ไม่มีในตำราสถาปัตยกรรมเล่มไหนของคุณแน่นอน"
พูดจบ ศิลปินสาวก็คว้าข้อมือหนาของสถาปนิกหนุ่มแล้วออกแรงดึงให้เดินตามไปทันที
ธีรดนย์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อผิวเนื้ออุ่นนิ่มแตะสัมผัสเข้ากับข้อมือของเขา สัมผัสที่คุ้นเคยจากเหตุการณ์เมื่อวานแล่นแปลบเข้ามาในอกวูบหนึ่ง ดวงตาคมเข้มมองตามแผ่นหลังบางที่เดินนำลิ่วเข้าไปในซอกตึกแคบๆ แหล่งรวมสตรีทฟู้ดและตึกชino-portuguese โบราณที่ผุกร่อนตามกาลเวลา แม้ใบหน้าจะยังคงบึ้งตึงและมีคำบ่นกระปอดกระแปดหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักเป็นระยะ แต่เรียวขาวยาวๆ นั้นก็ยอมก้าวตามแรงจูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะสะบัดออกแต่อย่างใด
บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอดีต เสียงจอแจของผู้คน เสียงรถรา และกลิ่นหอมของอาหารท้องถิ่นลอยอบ-อวล รินรดายังคงจับจูงเขาเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยจนมาหยุดอยู่หน้าร้านกาแฟโบราณขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่หลังศาลเจ้าเก่าแก่ แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านใบไม้เลื้อยลงมาตกกระทบลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ สร้างเงาสลักงดงามราวกับภาพวาด
"นั่งลงค่ะ ห้ามบ่น ห้ามทำหน้าบึ้ง และที่สำคัญ... ห้ามสั่งสอนฉันเรื่องสัดส่วนทองคำเด็ดขาด" รินรดาสั่งเสียงRhythmic ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กฝั่งตรงข้าม พร้อมกับโบกมือเรียกเจ้าของร้านอย่างคุ้นเคย
ธีรดนย์ถอนหายใจยาวเหยียด ยอมทิ้งตัวลงนั่งตามอย่างจำยอม ขายาวๆ ของเขาเกือบจะชนกับขาโต๊ะตัวเล็กจนต้องขยับออกด้านข้าง สายตาดุกราดมองรอบตัวด้วยความระแวงระวังภัยตามประสาคนรักความสะอาด แต่ไม่นานนัก สายตาคู่นั้นก็เริ่มอ่อนลงเมื่อเห็นประกายระยิบระยับในดวงตากลมโตของคนที่นั่งเท้าคางมองเขาอยู่
"มองอะไรครับ หน้าผมมีรอยพิมพ์เขียวติดอยู่หรือไง" เขาเอ่ยเสียงห้วน แต่แววตากลับไหววูบอย่างประหลาด
"เปล่าค่ะ แค่กำลังคิดว่า... เวลาที่คุณไม่ได้ถือไม่บรรทัด T-Square แล้วทำหน้าดุใส่ชาวบ้าน คุณก็ดู... ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย" รินรดาแกล้งหยอก เอียงคอมองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ใช้ได้? นี่คุณกำลังวิจารณ์งานศิลปะชิ้นเอกอย่างผมอยู่เหรอครับรินรดา" ธีรดนย์เลิกคิ้วสูง โน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้โต๊ะฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มมุมปากจุดประกายความเจ้าเล่ห์ขึ้นมาบ้าง "ระวังคำพูดหน่อยนะครับ... ของแบบนี้ ถ้าได้ลองสัมผัสใกล้ชิดจริงๆ อาจจะติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นก็ได้"
คำพูดกึ่งหยอกกึ่งหยันนั้นทำเอาอุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน รินรดาสดุ้งเล็กน้อย เผลอถอยหลังพิงพนักเก้าอี้เมื่อใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้ามาใกล้ในระยะประชิด หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะอีกครั้ง รอยยิ้มมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงความประหม่าที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีตีฝีปากกลบเกลื่อน
"หลงตัวเองเป็นที่หนึ่งเลยนะคะคุณสถาปนิก..." เธอสวนกลับเสียงสั่นนิดๆ พยายามเบนสายตาหนีสันจมูกโด่งเป็นสันที่อยู่ห่างแค่คืบ "ถอยไปเลยนะ คนมองกันหมดแล้ว"
ธีรดนย์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความหงุดหงิดเมื่อเช้าปลิวหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความสนุกที่ได้เห็นคนปากเก่งเสียอาการตรงหน้า ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากแซะต่อ ประตูไม้เก่าแก่ของร้านกาแฟก็ถูกผลักเปิดออกเสียงดัง *เอี๊ยด* พร้อมกับร่างสูงโปรดของใครอีกคนก้าวเข้ามา
"ริน! มาอยู่นี่เอง ผมโทรหาตั้งนานทำไมไม่รับสาย"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ธีรดนย์ชะงัก ขมวดคิ้วฉับทันที นัยน์ตาคมกริบตวัดกลับไปมองผู้มาใหม่ที่ยืนส่งยิ้มกว้างให้รินรดาอย่างสนิทสนม
ส่วนรินรดานั้นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าของผู้ชายที่เพิ่งก้าวเข้ามาในร้าน... คนที่เธอไม่อยากเจอหน้าที่สุดในตอนนี้
ขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานของ "ตุ๊กตาโบราณ" ค่ะ
พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด•ตอนที่ 15
วันหยุดที่วุ่นวาย
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!