"ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้สีอะคริลิกเกรดต่ำนี่ละเลงลงบนโปรเจกต์ของฉันอีกแม้แต่นิ้วเดียว พรุ่งนี้เช้าฉันจะยกเลิกสัญญาแล้วเชิญคุณออกไปจากไซต์งานนี้ทันทีค่ะ คุณรินรดา!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดระคนเยزยะเยือกดังขึ้นแทรกความเงียบสงัดของโกดังร้างรีโนเวท รินรดา สะดุ้งเฮือกจนพู่กันในมือแทบหลุดร่วง เธอหันขวับไปมองร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มที่ก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลัง แสงไฟฉายคาดหัวสาดส่องให้เห็นใบหน้าคมคายที่บึ้งตึงจนแทบจะเป็นเลขแปด ธีรดนย์ในยามนี้ดูเหมือนซาตานติดหนวดที่หลุดออกมาจากนรกขุมที่สถาปัตยกรรมทุกชิ้นต้องได้ฉากเป๊ะ ไม่ใช่ชายหนุ่มผู้ชายที่เธอเพิ่งปะทะฝีปากด้วยเมื่อตอนหัวค่ำเลยสักนิด
"นี่มันตีสองแล้วนะคะคุณธีรดนย์! แล้วนี่คุณบุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของฉันได้ยังไง แถมยังมาทำเสียงดังใส่คนอื่นเขากลางดึกดื่นแบบนี้ ประสาทหรือเปล่าคะเนี่ย!" รินรดาแหวใส่ทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววขุ่นเคืองขณะวางพู่กันลงบนถาดสีเสียงดังลั่น เธอไม่ได้เกรงกลัวรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเขาเลยสักนิด กลับยืนกอดอกเชิดหน้าท้าทายใส่เสียด้วยซ้ำ
"ผมไม่ได้ประสาท แต่ผมกำลังตามเช็ดก้นให้ศิลปินจอมอินดี้ที่ทำอะไรตามอำเภอใจต่างหากล่ะครับ" ธีรดนย์ก้าวเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมกับกลิ่นฝุ่นปูนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก รินรดาถึงกับต้องผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อพบว่าไหล่กว้างของเขาบดบังแสงไฟจนเธอตกอยู่ในเงาของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ "คุณรู้ตัวไหมว่าผนังปูนฉาบตรงนี้มันยังไม่แห้งสนิทดี ถ้าคุณลงสีทับลงไปตอนนี้ ความชื้นจะดันให้สีพองหลุดร่อน แล้วงานศิลปะที่คุณนั่งหลังขดหลังแข็งวาดมาสามวันเต็มก็จะพังไม่เป็นท่า... อยากให้มันเป็นแบบนั้นเหรอครับ ถึงได้ดื้อด้านอยู่ทำงานดึกดื่นขนาดนี้"
คำพูดปากร้ายที่จงใจจิกกัดแต่แฝงไปด้วยเหตุผลรอบด้าน ทำให้รินรดาอ้าปากค้างจะเถียงกลับ แต่พอหันไปมองผนังปูนที่เธอเพิ่งลงสีรองพื้นไปเมื่อช่วงเย็น เธอก็ต้องยอมจำนนด้วยหลักฐาน—มันมีความชื้นซึมออกมาจริงๆ อย่างที่เขากล่าวหา
แต่คนอย่างรินรดาหรือจะยอมจำนนให้เขาง่ายๆ เธอยกยิ้มมุมปาก เชิดหน้าขึ้นท้าทายสายตาคมกริบที่มองลงมา "อ๋อ... ที่แท้ก็กลัวงานตัวเองด่างพร้อยสินะคะ ถึงได้ลงทุนถ่อสังขารขับรถมาไกลถึงนี่ตอนตีสองเพื่อตรวจงาน... นึกว่าห่วงฉันเสียอีก"
ประโยคหลังเธอจงใจลดเสียงให้เบาลง ทว่ากลับดังพอที่จะทำให้สันกรามคมของสถาปนิกหนุ่มขยับเข้าหากันอย่างเห็นได้ชัด ธีรดนย์ชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคู่คมไหววับก่อนจะกลับมาเรียบตึงอย่างรวดเร็ว เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับรำคาญที่จะต่อความยาวสาวความยืดกับเธอ
"อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลยครับคุณรินรดา ผมแค่มารับเอกสารแบบแปลนที่ลืมไว้บนโต๊ะทำงานต่างหาก ไม่ได้มีเวลาว่างพอจะมาเดินตรวจความปลอดภัยให้คุณหรอก" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทจนน่าหมั่นไส้
"ถ้าแค่มารับเอกสาร แล้วทำไมคุณต้องเดินถือกล่องอุปกรณ์ซ่อมแซมรอยรั่วหลังคาเข้ามาด้วยล่ะคะคุณสถาปนิกปากแข็ง" รินรดาหรี่ตามองกล่องเครื่องมือช่างที่เขากำลังถือไว้ในมือข้างหนึ่งอย่างรู้ทัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาวเมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อย "อ้อ... หรือว่าฝนตกหนักเมื่อชั่วโมงก่อน ทำให้หลังคารั่วลงมาตรงมุมห้องพอดี คุณกลัวภาพวาดราคาแพงของฉันเปียกฝนจนต้องรีบถ่อมาซ่อมให้สินะคะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ธีรดนย์เม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนจนมุม เขาปรายตาคมกริบมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกยิ้มเยาะด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู ลึกๆ แล้วเขาเกลียดนักเวลาที่เธอฉลาดเป็นกรดและอ่านเกมเขาขาดกระจุยแบบนี้
"ผมแค่ไม่อยากให้งานมันสะดุดเพราะความสะשלุของใครบางคนก็เท่านั้นแหละ" เขาแก้เก้อด้วยการเดินดุ่มๆ ผ่านหน้าเธอไปจัดการปีนบันไดขึ้นไปตรวจเช็กคานหลังคาด้านบนอย่างไร้เยื่อใย "ถ้าไม่อยากให้สีพอง ก็ถอยไปไกลๆ ครับ เกะกะลูกตา"
รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ กับท่าทีฟอร์มจัดของคนปากไม่ตรงกับใจ แม้ปากจะบอกว่ารำคาญและมาเพราะเรื่องงาน แต่ตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมา ตั้งแต่ตีสองจนถึงตีสี่กว่าๆ ธีรดนย์ไม่เพียงแต่ซ่อมรอยรั่วบนหลังคาให้เธอเสร็จสรรพ เขายังช่วยยกถังสี ขยับนั่งร้าน และคอยเตือนเรื่องความชื้นด้วยน้ำเสียงที่แม้จะยังติดดุอยู่บ้าง แต่ก็เจือความใส่ใจไว้อย่างแนบเนียน
บรรยากาศในโกดังร้างกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝีแปรงของรินรดาที่กระทบกับผนังปูนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กับเสียงเปิดพลิกกระดาษแบบแปลนของธีรดนย์ที่นั่งคอยตรวจงานอยู่บนเก้าอี้พับตัวเก่า ห่างกันไม่ถึงสองเมตร แต่กลับไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาอีก ปล่อยให้ความเงียบที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกประหลาดทำหน้าที่ของมัน
จนกระทั่ง... รินรดาที่เอื้อมมือขึ้นไปวาดลวดลายบนที่สูงเกิดเสียหลัก เพราะความอ่อนล้าจากการทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ร่างบางเซถลาไปด้านข้าง ข้อเท้าพลิกจนเธอเผลอุทานออกมาเบาๆ
"อุ๊ย!"
พรึบ!
ยังไม่ทันที่ร่างของเธอจะกระแทกพื้นปูนแข็งๆ อ้อมแขนแกร่งคุ้นเคยก็พุ่งเข้ามารับเอวบางไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่ โดยมีรินรดานอนทับอยู่บนอกกว้างของสถาปนิกหนุ่มลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันในระยะประชิด ชนิดที่ปลายจมูกแทบจะชนกัน
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ดวงตาคมเข้มของธีรดนย์ไหววับด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก มือหนาข้างหนึ่งโอบกระชับเอวบางไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยหายไปไหน ส่วนมืออีกข้างยันพื้นไว้เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวของเขาทับลงไปบนตัวเธอเต็มแรง
"ซุ่มซ่าม..." เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากของชายหนุ่ม ใกล้เสียจนรินรด้ารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่เป่ารดริมฝีปาก หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับกลองเพลในอก ยิ่งสบตากับแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง ยิ่งทำให้เธอลืมบทสนทนาถกเถียงทั้งหมดที่มีในหัวไปเสียสนิท
ธีรดนย์เองก็ไม่ได้ขยับตัวหนี เขายังคงมองสำรวจใบเนียนใสที่เจือรอยเปื้อนสีเล็กน้อยด้วยสายตาที่อ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายต่อหัวใจที่เขาพยายามควบคุมมันมาตลอดหลายเดือน
"ปล่อยได้แล้วค่ะ..." รินรดาเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ถ้าผมไม่ปล่อยล่ะครับ..." ธีรดนย์ไม่เพียงแต่ไม่ปล่อย แต่เขากลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ดวงตาคมกริบเลื่อนต่ำลงมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างลังเลใจ "คุณจะทำยังไง... หึ คนปากเก่ง"
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองคนกำลังเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างไร้การควบคุมนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงไขกุญแจประตูกระจกด้านหน้าโกดังก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้า
"อ้าว คุณธีรดนย์! คุณรินรดา! ทำไมยังไม่กลับบ้านกลับช่องกันอีกครับ หรือว่ากำลัง..."
ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "ตุ๊กตาโบราณ" ด้วยนะคะ
พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด•ตอนที่ 11
คนปากร้ายที่ใจดีกว่าที่คิด
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!