เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันราวกับจะพังตึก ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังอบอวลจนแทบจะหยดติ๋มลงมาเป็นน้ำเชื่อม
รินรดาเบิกตากว้าง สะดุ้งเฮือกผละออกจากอ้อมแขนที่เกือบจะคว้าถึงของธีรดนย์ทันที ความอุ่นซ่านที่ยังหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อถูกความเย็นยะเยือกของความเป็นจริงเข้าแทนที่อย่างรวดเร็ว ส่วนสถาปนิกหนุ่มถึงกับหน้าถอดสี ขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดที่เวลาแห่งความสุขถูกขัดจังหวะลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาคมกริบฉายแววคุกรุ่นด้วยโทสะอย่างปิดไม่มิด
ให้ตายสิ ใครมันบังอาจมาเคาะประตูเวลานี้!
"ถ้าพังห้องฉัน นายต้องจ่ายค่าซ่อมบานละหมื่นนะ" รินรดาแกล้งกระซิบเสียงกระอักกระอ่วน พยายามกอบกู้สติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิงกลับเข้าร่าง พร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มที่ฟ้องชัดว่าเธอใจเต้นแรงขนาดไหนกับเหตุการณ์เมื่อครู่
"เรื่องเงินเรื่องเล็ก แต่เรื่องที่ไอ้หน้าไหนมาขัดจังหวะ... ฉันจะคิดบัญชีมันให้ทบต้นทบดอก"
ธีรดนย์พึมพำลอดไรฟัน น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหัวเสีย ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปกระชากประตูห้องสตูดิโอเปิดออกด้วยความรุนแรงราวกับจะระบายอารมณ์ใส่บานไม้
ทว่า บุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผู้ช่วยสาวจอมซุ่มซ่ามของเขาเองที่ถือแฟ้มงานโครงการใหญ่พะรุงพะรัง
"คุณธีร์คะ! แย่แล้วค่ะ แบบแปลนโครงสร้างตึกเฟสใหม่มีปัญหาใหญ่หลวง ทีมวิศวกรโทรมาโวยวายใหญ่แล้วว่าสัดส่วนที่แก้ล่าสุดมันชนกับท่อเมนหลักพอดี..." เสียงเจื้อยแจ้วของผู้ช่วยสาวสะดุดกึกทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าเจ้านายหนุ่มกำลังส่งสายตาดุราวกับจะกินเลือดกินเนื้อมาให้ จนเธอถึงกับกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ทัน
ธีรดนย์นวดขมับตัวเองเบาๆ เพื่อระงับความโกรธที่กำลังพุ่งปรี๊ด เขาหันกลับมามองรินรดาที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ด้วยแววตาระคนเสียดายและขบขันระคนกัน
"ฉันต้องไปเคลียร์งานที่ไซต์... เดี๋ยวดึกๆ ค่อยมาคุยกันต่อ" ธีรดนย์เอ่ยเสียงเข้ม แววตาคมกริบมองลึกเข้ามาในดวงตากลมโตของคนตรงหน้าสื่อความหมายชัดเจนว่าเขายังไม่จบเรื่องนี้ง่ายๆ แน่นอน
"ใครจะคุยกับนายกันเล่า กลับไปทำงานของนายโน่นไป คุณผู้ช่วยรอนานจนหน้าเขียวหมดแล้วมั้ง" รินรดาเชิดหน้าขึ้นเถียงกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่เกือบจะหลุดรอดออกมาจากมุมปาก
สถาปนิกหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างหมั่นไส้ เขาเอื้อมมือมาดีดหน้าผากมนเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินดุ่มๆ ออกไปจากห้อง ปล่อยให้รินรดายืนใจเต้นตึ้กตั้กอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบที่กลับมาเยือนอีกครั้ง
บรรยากาศในห้องสตูดิโอช่วงหัวค่ำเงียบสงบกว่าปกติ ความเงียบงันทำให้เสียงฝีเข็มนาฬิกาดังชัดเจนขึ้น รินรดานั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ปลายพู่กันในมือจุ่มสีน้ำสีครามเข้ม เธอกำลังพยายามวาดภาพทิวทัศน์ตรงหน้า แต่ในหัวกลับมีแต่ใบหน้าคมคายและแววตาเจ้าเล่ห์ของใครบางคนวนเวียนอยู่ไม่سาย
คำว่า 'คนคุย' ที่ธีรดนย์เคยโยนใส่หน้าเธอก่อนหน้านี้ วิ่งวนอยู่ในหัวสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเดิมที่เป็นคำพูดกวนประสาทที่เธอตั้งใจจะปัดตก แต่วันนี้... เธอกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หัวใจเจ้ากรรมมันยอมรับสถานะนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดึงเธออกจากภวังค์ รินรดาวางพู่กันลงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูด้วยความเร็ว
*[ธีรดนย์ตัวแสบ]: เลิกงานแล้ว อยู่หน้าห้อง*
รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอลุกขึ้นเดินไปแง้มประตูห้องดู ก็พบร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่จริงๆ ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก เนื้อตัวมีกลิ่นอายความเหนื่อยอ่อนจากการทำงานปะปนกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ
"มากะทันหันแบบนี้ ไม่กลัวฉันไล่ตะเพิดกลับหรือไง" รินรดาเปิดประตูให้กว้างขึ้น พลางเอ่ยแซะเบาๆ เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันดูจริงจังเกินไป
"กลัวสิ... กลัวจนต้องซื้อของโปรดมาติดสินบนนี่ไง"
ธีรดนย์พูดหน้าตาเฉย พร้อมกับชูกล่องเค้กมะพร้าวอ่อนร้านดังในตำนานที่คิวยาวเหยียดขึ้นมาโชว์ตรงหน้า รินรดาตาโตทันที ขนมร้านนี้คิวยาวเป็นหางว่าวและหมดเร็วมาก การที่เขาสามารถหามาได้แปลว่าเขาต้องสั่งจองล่วงหน้าหรือไม่ก็แอบแวบไปต่อคิวตั้งแต่ตอนไหนสักช่วงบ่ายแน่ๆ
"หื้ม... ลงทุนขนาดนี้ มีเลศนัยอะไรหรือเปล่าเนี่ยคุณสถาปนิก" รินรดารับกล่องเค้กมาถือไว้ กลิ่นหอมหวานเตะจมูกจนมุมปากหยักยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
"เปล่า แค่อยากพิสูจน์สถานะ..."
ธีรดนย์ก้าวล้ำเข้ามาในห้องทีละก้าว ร่างสูงใหญ่บีบให้รินรดาต้องถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องสตูดิโอโดยมีวงแขนแกร่งของเขาค้ำยันกั้นทางหนีไว้ทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างกันแทบไม่มีเหลือ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม จนรินรดารู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด
"สถานะอะไรของนายเล่า ถอยไปเลยนะ อึดอัดจะตายอยู่แล้ว" เธอแสร้งทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อนความเขินอายที่พุ่งทะยานจนควบคุมไม่อยู่ สองมือพยายามดันอกแกร่งไว้ แต่คนตัวโตกลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน
"สถานะ 'คนคุย' ที่เธอพยายามทำเป็นลืมยังไงล่ะรินรดา"
ธีรดนย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมกريบพินิจพิเคราะห์ทุกอณูบนใบหน้าของเธอด้วยความลึกซึ้ง ไร้ซึ่งรอยยิ้มกวนประสาท มีเพียงความจริงจังที่สั่นคลอนหัวใจคนมองจนแทบหลุดลอย
"ใครบอกว่าฉันจะคุยกับนาย ฉันยังไม่ได้ตกลงสักคำ..." รินรดาหลบสายตาคู่นั้น พยายามหาข้ออ้างมาเถียงทั้งที่เสียงเริ่มสั่นพร่า
"แต่หัวใจเธอมันฟ้องว่าอยากคุยกับฉันใจจะขาด..." ธีรดนย์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนละลาย "เลิกฟอร์มจัดแล้วตอบมาคำเดียว ว่าเธอจะยอมข้ามเส้นมาเป็นคนของฉัน... แบบจริงๆ จังๆ ได้หรือยัง"
หัวใจของรินรดากระหน่ำเต้นแรงยิ่งกว่ากลองเพล ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่ประสานกันเป็นจังหวะเดียว เธิงุนงงและสับสนกับความกล้าหาญที่จู่ๆ ก็หายไปหมดสิ้นเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายนั้น
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้อ้าปากเอื้อnเอ่ยคำตอบใดๆ ออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังลั่นห้องอย่างไร้ความเกรงใจก็ขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยเสียงทุ้มห้าวของเพื่อนสนิทหนุ่มเจ้าปัญหาที่ดังทะลุประตูเข้ามา
"ไอ้ธีร์! มึงอยู่ในนั้นใช่ไหมวะ งานด่วนฉุกเฉินระดับชาติ ผนังตึกร้าวโว้ย รีบออกมาดูด่วน!"
ธีรดนย์กัดฟันกรอดด้วยความโกรธจัด ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดสูงสุดจนอยากจะซัดกำปั้นใส่คนที่มาขัดจังหวะเวลาสำคัญเป็นครั้งที่สอง เขาสบถเบาๆ อย่างหัวเสียในลำคอ ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูรินรดาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังเป็นที่สุด
"ถือว่ารอดตัวไปนะรินรดา... แต่จำไว้ว่าพรุ่งนี้เช้า ฉันจะมาทวงคำตอบนี้คืนแบบไม่มีใครหน้าไหนมาขัดได้อีกแน่"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "ตุ๊กตาโบราณ" มาโดยตลอดนะคะ
พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด•ตอนที่ 20
เส้นแบ่งที่หายไป
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับเนี้ยบเกินพิกัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!