ผู้บริหารสายชาญฉลาดกับอดีตภรรยาที่เก่งกาจในเกมธุรกิจ•ตอนที่ 22

ค่ำคืนใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
เสียงหอบหายใจของภาคินที่ยังคงติดอยู่ในลำคอ สะท้อนก้องความเงียบงันภายในห้องพักหรูของรีสอร์ตริมทะเล ทว่าความจริงที่เพิ่งถูกกระชากออกมาจากปากของเขาเมื่อครู่ กลับหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าคลื่นลมพายุที่กำลังซัดสาดกระทบหน้าต่างกระจกเบื้องนอก รสรินยืนนิ่งสนิท แผ่นหลังบางแนบชิดกับบานประตูไม้เนื้อแข็ง ราวกับว่าหากเธอขยับเพียงนิดเดียว เกราะป้องกันอันเปราะบางที่เธอเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีจะพังทลายลงไม่เป็นท่า ดวงตาคู่คมของอดีตสามีแดงก่ำ หიกหาน้ำตาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจคนนี้ ภาคินก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว ย่างก้าวของเขาเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ราวกับเกรงว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่พร้อมจะสลายหายไปหากเขาเอื้อมมือไปแตะต้อง "รสริน... บอกฉันสิ" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ มือหนาสั่นเทาระหว่างยกขึ้นหมายจะคว้าจับเรียวแขนของเธอ แต่กลับต้องชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่อเห็นสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งย้อยที่เธอมองกลับมา "เด็กคนนั้น... ที่เธอเคยบอกว่าเขาจากไป... มันไม่ใช่ความจริงใช่ไหม? เขา... เขายังมีชีวิตอยู่... ใช่ไหมรสริน?" รสรินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความขื่นขมและความเจ็บปวดที่ถูกหมักบ่มมาเนิ่นนาน เธอยกมือขึ้นกอดอก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยราดรดความรู้สึกทั้งหมดลงในหลุมลึกแห่งความทรงจำอันมืดมิด "เพิ่งมานึกถึงเขาตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยหรือคะ คุณภาคิน?" รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง "วันที่คุณเซ็นใบหย่าอย่างไร้เยื่อใย วันที่คุณบอกว่าเด็กคนนี้คือภาระที่น่ารังเกียจ และวันที่คุณปล่อยให้ฉันต้องจมอยู่กับกองเลือดและคราบน้ำตาตามลำพัง... คุณเคยถามคำถามนี้กับตัวเองบ้างไหม?" คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่าของภาคิน เขาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าเหเกandเจ็บปวดราวกับถูกไฟแผดเผา ความเย่อหยิ่งทระนงตนที่เคยมีมาตลอดชีวิตพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าอดีตภรรยาผู้เคยถูกเขาเหยียบย่ำ "ฉันขอโทษ..." คำพูดสามคำที่แสนไร้ค่าในอดีต หลุดออกมาจากริมฝีปากของชายผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ภาคินทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเธอ มือหนาเอื้อมไปกุมชายกระโปรงของเธอไว้แน่นราวกับคนจมน้ำ "ฉันมันโง่เง่า... ฉันมันเลวทรามที่สุด รสริน ฉันไม่รู้... ฉันไม่เคยรู้เรื่องพวกนั้นเลย..." "ปล่อยค่ะ" รสรินก้มมองผู้ชายที่กำลังคุกเข่าร้องขอความเห็นใจด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอสะบัดชายกระโปรงออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ใยดี "อย่ามาทำท่าทางน่าสมเพชแบบนี้ต่อหน้าฉันเลยนะคะ มันไม่ได้เรียกความสงสารจากฉันได้หاضหรอกค่ะ มีแต่จะทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยงคุณมากขึ้นไปอีก" ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงคลื่นลมภายนอกที่ยังคงซัดสาดอย่างไร้ความปรานี รีสอร์ตริมทะเลแห่งนี้ถูกเลือกขึ้นมาเพื่อการเจรจาธุรกิจสำคัญระหว่างบริษัทของเธอและเขา แต่ในยามค่ำคืนใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ กลับกลายเป็นเวทีชำระสะสางบัญชีแค้นที่ยาวนาน ภาคินค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความอ้อนวอนเป็นความมุ่งมั่นระคนเจ็บปวด เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่นอน ในเมื่อเขารู้ความจริงเบาะแสเกี่ยวกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองแล้ว เขาย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของเขา... ไม่ว่ามันจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม "เธอจะเกลียดฉัน จะเหยียบย่ำฉันให้จมดินแค่ไหนก็ได้ รสริน" ภาคินก้าวเข้าหาเธออีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าและดื้อรั้น ร่างสูงใหญ่กดดันเธอให้ถอยหลังจนแผ่นหลังบอบบางชนเข้ากับบานประตูเต็มแรง "แต่เธอไม่มีสิทธิ์ปิดบังลูก... ไม่มีสิทธิ์พรากเขาไปจากฉัน" รสรินเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อถูกเขาต้อนจนมุม ลลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะปนกลิ่นกายบุรุษและน้ำหอมราคาแพงลอยวนอยู่ใกล้ชิดจนน่าหวาดหวั่น ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง แผงอกกว้างที่แนบชิดเข้ามาทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความรัก... แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวและแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน "ถอยไปนะคะ ภาคิน!" เธอเอ่ยเตือนเสียงแข็ง พร้อมกับใช้มือผลักแผงอกของเขาออกห่าง แต่ทว่าแรงอันน้อยนิดของเธอกลับไม่ต่างอะไรกับการสะกิดเสือร้ายที่กำลังหิวกระหาย ภาคินไม่เพียงแต่ไม่ถอย เขากลับคว้าข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นไปตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างง่ายดาย ฝ่ามือหนาอีกข้างเลื่อนขึ้นโอบประคองท้ายทอยของเธอ บังคับให้เงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากเขา "ฉันไม่ถอย..." เสียงกระซิบพร่าเลือนดังชิดริมฝีปาก ก่อนที่ริมฝีปากร้อนผ่าวจะทาบทับกลีบปากนุ่มของเธอลงมาอย่างดุดันและเอาแต่ใจ รสรินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธยายามเบือนหน้าหนีและเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อปฏิเสธสัมผัสอันจาบจ้วงนั้น ทว่าภาคินกลับไร้ซึ่งความปรานี ปลายนิ้วแกร่งบีบกรามของเธอเบาๆ ให้เผยอริมฝีปากออก ก่อนที่เขาจะส่งลิ้นร้อนรุกรานเข้าไปกวาดชิมความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างหิวกระหาย สัมผัสที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนครั้งใหม่นี้ ทำเอาสติสัมปชัญญะของรสรินพร่าเลือนไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกเผาผลาญด้วยเปลวเพลิงแห่งความเสน่หาที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยือกเย็นมาเนิ่นนาน ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน เกราะป้องกันที่เธอสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่งค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย ภายใต้แรงจูบที่ทั้งดุดัน เรียกร้อง และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสำนึกผิดของชายหนุ่ม มือที่เคยขัดขืนค่อยๆ อ่อนแรงลง ภาคินสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น เขาลดความรุนแรงลงเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลลึกล้ำ เรียวลิ้นที่เกี่ยวพันตักตวงความหวานสร้างความวาบหวามแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย รินรสชาติแห่งความโหยหาที่ไม่ได้ลิ้มลองมาหลายปีจนแทบละลายคาอ้อมแขน ริมฝีปากที่ผละออกจากกันชั่วครู่เพื่อตักตวงอากาศหายใจ ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำใสที่เชื่อมระหว่างคนทั้งสอง ภาคินซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นของเธอ สูดดมกลิ่นกายที่เขาโหยหามาตลอดค่ำคืน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวเนื้ออ่อนจนรสรินต้องแอ่นกายเข้าหาโดยไม่รู้ตัว "รสริน... ฉันคิดถึงเธอ..." เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหู พร้อมกับริมฝีปากที่พรุมจูบไล่ลงมาตามลาดไหล่เนียน ชุดเดรสผ้าไหมราคาแพงถูกปลดเปลื้องออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นผิวเนื้อนวลเนียนที่สะท้อนกับแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องเข้ามาภายในห้อง บรรยากาศยามค่ำคืนริมทะเล ท่ามกลางเสียงคลื่นซัดสาดและแสงจันทร์นวลตา กลายเป็นฉากหลังของบทเพลงรักที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันร้อนแรงและพันธะแห่งอดีตที่ยังคงผูกพัน ร่างกายสองร่างหลอมรวมเข้าหากันด้วยความโหยหาและแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ที่พุ่งสูงจนเกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจ รสสัมผัสที่ทั้งดุดันและลึกซึ้งพาพวกเขาทะยานไปสู่จุดสูงสุดแห่งความสุขสมอย่างพร้อมเพรียง เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่พายุอารมณ์สงบลง ภายในห้องพักเหลือเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอและเงียบงัน รสรินนอนหอบหายใจอยู่บนเตียงนอนกว้าง แสงจันทร์สลัวเผยให้เห็นหยาดน้ำตาที่ซึมอยู่หางตาของเธอ ความอ่อนแอที่เพิ่งแสดงออกมาทำให้เธอรู้สึกชิงชังตัวเองชะมัด เธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่และหนีออกไปจากสถานการณ์นี้ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่หล่นอยู่ข้างโต๊ะทำงานของรีสอร์ต ซึ่งภาคินคงจะถือติดมือมาด้วยเมื่อตอนเดินทางมาถึง เอกสารที่ถูกเปิดอ้าออกครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นภาพถ่ายและตัวหนังสือบางส่วนที่ทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ ภาพถ่ายใบนั้น... คือภาพผลตรวจ DNA ของเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง ที่ระบุชื่อบิดามารดาไว้อย่างชัดเจน... และมันไม่ได้อยู่ในมือของภาคินคนเดียวอีกต่อไป ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทำลายความเงียบงันยามดึกสงัด ก่อนที่บานประตูห้องพักจะค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนี้ยบของบุคคลที่พวกเขาทั้งคู่ไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในยามวิกาล "ขอโทษทีนะครับที่มารบกวนเวลาส่วนตัว..." ธนัตถ์แย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพภายในห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่รสรินและภาคิน "แต่ดูเหมือนว่าผมจะมาทันเวลาสำคัญพอดี... ใช่ไหมครับ?" (โปรดติดตามตอนต่อไป) ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของรสรินกลิ่นกำมะหยี่เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้บริหารสายชาญฉลาดกับอดีตภรรยาที่เก่งกาจในเกมธุรกิจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%