"คุณจำไม่ได้หรอกค่ะ... ว่าคนที่ถูกผลักไสออกไปท่ามกลางสายฝนในคืนนั้น ต้องใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายประคับประคองเศษซากหัวใจตัวเองอย่างไร"
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของรสริน ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของภาคิน ราวกับเสียงกรรไกรที่กำลังกรีดเฉือนลงบนเนื้อสดๆ ของความสำนึกผิด ชายหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้องทำงานหรูหราที่เงียบงัน ดวงตาคมกริบที่เคยตวัดมองโลกด้วยความหย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ภาพเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนย้อนกลับมาทับซ้อนในหัวอย่างไม่ยอมหยุดหย่อน
วันนั้น... วันที่เขาเซ็นใบหย่าอย่างไร้ความปรานี วันที่เขาปาเอกสารใส่หน้าเธอราวกับเธอเป็นเพียงเศษขยะชิ้นหนึ่งที่หมดประโยชน์ และวันนั้นที่เขาเอ่ยปากไล่ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ โดยไม่แม้แต่จะเหลียวแลว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ หรือมีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่เพียงใด
ภาคินหลับตาลงช้าๆ พยายามขับไล่ภาพเงาของรสรินในอดีต—ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้อ้อนวอนขอความเห็นใจ—ออกไปจากห้วงคำนึง ทว่าสิ่งที่กลับเด่นชัดขึ้นมาแทนที่ กลับเป็นรสรินในยามนี้ ราชินีแห่งวงการธุรกิจผู้เย่อหยิ่ง เย็นชา และฉลาดเป็นกรด ผู้หญิงที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าเขาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน และไม่หลงเหลือเยื่อใยใดๆ ให้คนอย่างเขาอีกต่อไป
"บ้าเอ๊ย..."
สบถคำนั้นลอดไรฟันออกมาด้วยความคับแค้นใจ ภาคินกำมือแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปーン เขายังจำความรู้สึกเมื่อครู่ได้ดี—ความรู้สึกที่หัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อได้สบตากับเด็กชายตัวน้อยคนนั้น ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันด้วยความดื้อรั้น... มันคือพิมพ์เดียวกับเขา ไม่มีผิดเพี้ยน
เด็กคนนั้นคือลูกของเขา... เลือดเนื้อเชื้อไขที่เขาเคยโง่เขลาถึงขนาดคิดว่าเธอแอบไปมีชู้และจงใจขับไสไล่ส่ง
รสรินเดินกลับเข้ามาในห้องรับรองแขกวีไอพีของโรงแรมหรู หลังจากการประชุมร่วมทุนโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่เสร็จสิ้นลง เธอยกมือขึ้นลูบต้นคอเบาๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ชุดเดรสผ้าไหมสีดำสนิทขับเน้นผิวขาวผ่องและสัดส่วนเย้ายวนสมบูรณ์แบบ ทว่าแววตาของเธอกลับคมกริบดั่งใบมีด
"เหนื่อยหน่อยนะคะ คุณรสริน" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของธนัตถ์ดังขึ้น พร้อมกับแก้วคริสตัลบรรจุไวน์แดงรสเลิศที่ถูกยื่นมาตรงหน้า
รสรินรับมาถือไว้ ชำเลืองมองชายหนุ่มผู้เป็นทั้งพันธมิตรทางธุรกิจและคนที่คอยหยอกล้อปั่นป่วนหัวใจเธอในยามว่าง มุมปากอิ่มสวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "สำหรับฉัน ความเหนื่อยล้ามันราคาถูกเกินกว่าจะเอามาใส่ใจค่ะ โดยเฉพาะเมื่อเห็นหมาจนตรอกบางตัวกำลังดิ้นรนด้วยความทรมาน"
ธนัตถ์หัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างถือวิสาสะ ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดไล้เบาๆ บนหลังมือของเธอที่ถือแก้วไวน์ "คุณนี่ใจร้ายเป็นบ้าเลยนะคะ... แต่ให้ตายเถอะ มันกลับทำให้ผมละสายตาจากคุณไม่ได้เลยสักวินาทีเดียว"
รสรินไม่ถอนมือหนี เธอยินยอมให้เขารุกล้ำเข้ามาในระยะประชิด ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองชายหนุ่มด้วยแววตาพราวระยับ ท้าทาย และเปี่ยมด้วยแรงดึงดูดอันตราย "ระวังตัวไว้หน่อยนะคะ คุณธนัตถ์ คนที่เล่นกับไฟ... มักจะไม่ได้ตายดีหรอกค่ะ"
"ถ้าไฟดวงนั้นคือคุณ... ผมยอมแผดเผาจนมอดไหม้เป็นจุลเลยล่ะครับ" ธนัตถ์กระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้าไปใกล้ใบหูขาวสะอาดของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่เนียนจนรสรินรู้สึกวูบวาบในท้องน้อย ทว่าในจังหวะที่ริมฝีปากของเขากำลังจะแต้มลงบนแก้มสาง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท!
ปัง!
เสียงกระแทกประตูสนั่นหวั่นไหวทำให้ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
ภาคินยืนหอบหายใจอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตาคมกริบคู่นั้นแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะและแรงหึงหวงที่พุ่งพล่านจนแทบระเบิด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เมื่อภาพเมื่อครู่—ภาพที่ธนัตถ์กำลังโน้มตัวเข้าใกล้ภรรยาเก่าของเขา—กรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกจนเขาแทบคลุ้มคลั่ง
"ออกไป!" ภาคินคำรามลั่น เสียงต่ำทุ้มแต่เต็มไปด้วยอำนาจมืดที่กดดันจนบรรยากาศในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น
ธนัตถ์ไม่สะทกสะท้าน เขายืดตัวตรงอย่างสง่างาม ส่งยิ้มกวนประสาทให้ CEO หนุ่มผู้ทรงอิทธิพล "ดูเหมือนว่าคุณภาคินจะลืมมารยาทพื้นฐานในการเคาะประตูห้องคนอื่นไปเสียแล้วนะครับ... หรือว่าช่วงนี้ธุรกิจกำลังย่ำแย่ จนทำให้สติสัมปชัญญะเสื่อมถอยลงไปด้วย?"
"ฉันบอกให้แกออกไป!" ภาคินพุ่งเข้ามาในห้องด้วยความเร็ว กระชากคอเสื้อของธนัตถ์หมัดหนักๆ ซัดเข้าไปที่มุมปากของอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว
เพียะ! เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่น ธนัตถ์เซถอยหลังไปสองก้าว มุมปากมีรอยเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปากก่อนจะปรายตามองภาคินด้วยความสมเพช
รสรินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เธอจิบไวน์ในแก้วช้าๆ ราวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เธอไม่ได้อินแต่อย่างใด ใบหน้าสวยเฉี่ยวนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความตกใจ มีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากซึ่งกรีดแทงหัวใจภาคินให้แหลกละเอียด
"พอได้หรือยังคะ สุนัขบ้า..." รสรินวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังเคร้ง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีตรงๆ แววตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ สิ้นเชิง "ถ้าคุณเข้ามาเพื่อจะสร้างความอับอายให้ตัวเองล่ะก็ เชิญออกไปจากห้องของฉันซะค่ะ ที่นี่ไม่มีพื้นที่สำหรับคนไรมารยาทอย่างคุณ"
ภาคินชะงักงัน มือที่กำหมัดแน่นคลายออกช้าๆ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกที่จู่โจมเข้ามาจนหายใจไม่ออก เขากวาดสายตามองหญิงสาวผู้เป็นอดีตภรรยา—ผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างไม่ใยดี บัดนี้เธอยืนอยู่สูงเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมมือคว้าไว้ได้แล้ว
"รส..." ภาคินเปล่งเสียงเรียกชื่อเธอออกมาอย่างยากลำบาก น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวสั่นเครือเล็กน้อย "เรื่องลูก... เด็กคนนั้น... เขา..."
"อย่าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดคำนั้นออกมาเลยค่ะ!" รสรินตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับความเย็นชาของเธอลอยเข้ามารุมล้อมตัวเขา จนภาคินแทบหายใจไม่ออก
"คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดถึงคำว่าพ่อด้วยซ้ำ ภาคิน!" รสรินกระซิบชิดริมฝีปากเขา น้ำตาหยดหนึ่งเอ่อคลอหน่วยตาแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความแข็งแกร่ง "วันที่ฉันอุ้มท้องแล้วกราบกรานขอความเห็นใจจากคุณ คุณทำอะไร? วันที่ลูกดิ้นอยู่ในท้องแต่ฉันต้องนอนหนาวเหน็บข้างถนน คุณอยู่ที่ไหน? ตอนนี้สายเกินไปแล้วค่ะ... ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว!"
ถ้อยคำแต่ละคำเปรียบเสมือนลิ่มเหล็กที่ตอกลงมากลางอกของภาคิน เขารู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกแล้วบดขยี้ ร่างสูงใหญ่เซถอยหลังไปครึ่งก้าว ความรู้สึกผิดบาปถาโถมเข้าใส่จนเขาแทบยืนไม่อยู่
"ฉันจะชดใช้..." ภาคินพึมพำเสียงสั่น คว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้แน่นราวกับคนจมน้ำ "ฉันจะชดใช้ทุกอย่าง... ขอร้องล่ะรส ให้โอกาสฉันได้แก้ตัว ได้ทำหน้าที่พ่อ ได้..."
"ปล่อยค่ะ!" รสรินสะบัดแขนออกอย่างไม่ใยดี แววตาของเธอดูลี่แหลคมและเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดิม "การแก้แค้นของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ภาคิน... เตรียมตัวรับมือกับความพินาศที่คุณเป็นคนก่อขึ้นมาเองก็แล้วกันนะคะ!"
พูดจบ รสรินก็หันหลังให้เขาอย่างไม่ลังเล เธอก้าวเดินผ่านร่างของธนัตถ์ไปพร้อมกับทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คุณธนัตถ์คะ... กลับกันเถอะค่ะ ฉันไม่อยากเสียเวลากับคนใกล้ตายพวกนี้อีกแล้ว"
ธนัตถ์ปรายตามองภาคินด้วยสายตาเย้ยหยันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะรีบก้าวตามร่างบางออกไป ปล่อยให้ภาคินยืนอยู่กลางห้องที่ว่างเปล่าเพียงลำพัง
ความมืดมิดเข้าปกคลุมจิตใจของชายหนุ่ม ภาคินทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างหมดแรง ความเจ็บปวดร้าวลึกแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังนั้นเอง เสียงฝีเท้าและเอกสารบางอย่างที่ตกกระทบพื้นเบื้องหน้าก็ดึงสติของเขาให้กลับคืนมา
ภาคินก้มลงมองซองเอกสารสีน้ำตาลที่หล่นอยู่ใกล้เท้า มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาเปิดดู และวินาทีที่สายตาคมกริบกวาดมองข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น... ลมหายใจของเขาก็ขาดห้วงไปทันที!
ดวงตาของภาคินเบิกกว้างขึ้นสุดขีด ร่างทั้งร่างแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อเอกสารในมือคือ *ผลตรวจ DNA ระหว่างเขากับเด็กชายตัวน้อย* ที่ระบุความสัมพันธ์ไว้อย่างชัดเจนถึง 99.99%... และอีกแผ่นหนึ่งคือเอกสารลับแสดงการถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเขาเอง ที่ถูกทยอยโอนย้ายไปยังบริษัทในเครือปริศนาของ "ใครบางคน" ทีละน้อยจนเกือบหมดสิ้นแล้ว!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเกมแห่งความแค้นนี้ด้วยกันนะคะ
ผู้บริหารสายชาญฉลาดกับอดีตภรรยาที่เก่งกาจในเกมธุรกิจ•ตอนที่ 4
รอยแผลที่ยังไม่จาง
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้บริหารสายชาญฉลาดกับอดีตภรรยาที่เก่งกาจในเกมธุรกิจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!