กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ปะปนมากับสายลมราตรีและกลิ่นอายอับชื้นของหินผา คือสิ่งที่ดึงสติของเรย์ให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็วที่สุด ดวงตาสดใสที่เป็นประกายอยู่เสมอในยามปกติ ขณะนี้กลับหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ท่ามกลางซากปรักหักพังของดันเจี้ยนระดับ B ที่เพิ่งผ่านพ้นมหันตภัยเฉียดตายมาหมาด ๆ
ร่างเงาสูงใหญ่ทึบทะมึนที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติยังคงยืนตระหง่าน แรงกดดันระดับที่ทำให้ชั้นบรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวแผ่ซ่านออกมาจนน่าอึดอัด แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าตัวตนปริศนานั้น คือชื่อของเรย์ที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากของมันอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน
"เรย์... เจ้าเด็กดื้อรั้น ไม่นึกเลยว่าจะมาติดอยู่ในหลุมขนมปังเก่า ๆ เช่นนี้"
เสียงนั้นก้องกังวานเสียดแก้วหู ราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกที่ผสมผสานกับเสียงโลหะเสียดสีกัน เรย์กระชับกริชในมือที่สั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว—แม้ว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดจะร้องเตือนภัยระดับวิกฤตแล้วก็ตาม—หากแต่เป็นเพราะสมองอันฉลาดเป็นกรดกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ระบบเพิ่งจะรัวแจ้งเตือนหน้าจอสีฟ้าขึ้นมาตรงหน้า
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมระดับภัยพิบัติพิเศษ]
[ชื่อ: ผู้กลืนกินมิติ (Dimension Devourer - ร่างจำแลง)]
[คำเตือน: พลังงานอยู่นอกเหนือขีดจำกัดการประเมินของฮันเตอร์แรงก์ F]
[คำแนะนำจากระบบ: วิ่งค่ะ... วิ่งให้สุดชีวิตแล้วไปหาที่หลบซ่อนทันที!]
"วิ่งเหรอคะ ระบบพูดง่ายจุงเบย..." เรย์พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ริมฝีปากบางแย้มยิ้มฝื่อน ๆ ออกมา ทว่าในดวงตากลับปรากฏประกายความท้าทายวับวาม เขาไม่ใช่ประเภทที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตาโดยไม่ต่อสู้ ต่อให้จะเป็นตัวตนระดับไหน หากมันก้าวเข้ามาในอาณาเขตที่เขายืนอยู่ เขาก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้เสียก่อน
พรึบ!
ประกายแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า ก่อนที่ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมสีดำสนิทจะก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างเรย์กับเงาทึบทะมึนนั้นไว้ เซราฟิน่าสะบัดมือเบา ๆ คทาเวทมนตร์หัวกะโหลกคริสตัลก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับอักขระเวทสีม่วงเข้มที่หมุนวนรอบตัวอย่างดุร้าย ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยดน้ำบนพื้นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
"ถอยไป เรย์" เสียงหวานนุ่มทว่าเย็นชาจนน่าขนลุกเอ่ยขึ้น แผ่นหลังบอบบางที่ยืนบังเขาอยู่ตอนนี้ไม่ได้ดูเปราะบางเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันให้ความรู้สึกมั่นคงราวกับกำแพงเหล็กที่ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ไม่มีวันพังทลาย
"อาจารย์คะ..." เรย์ชะงักไปเล็กน้อยยามที่ได้เห็นแผ่นหลังนั้น มือเรียวเล็กที่ถือคทากำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว แม้เซราฟิน่าจะพยายามรักษามาดนิ่งสุขุมตามเคย แต่ทว่ากลิ่นอายความหวงแหนและโทสะที่แผ่ออกมาจากตัวเธอนั้นรุนแรงเสียจนเขาสัมผัสได้ชัดเจน
เซราฟิน่าหันกลับมามองเขาเพียงเสี้ยววินาที ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะซ่อนความรู้สึกเอาไว้เสมอ บัดนี้กลับฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด—ความรู้สึกที่เธอไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อนนับตั้งแต่รู้จักกัน
"เด็กโง่... บาดแผลแค่นั้นยังไม่ทันหายดีแท้ ๆ ทำไมถึงชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อยนะ" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เจือความตัดพ้อที่ทำเอาหัวใจของเรย์กระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ "ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป... ข้าจะ..."
ประโยคคำพูดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเงาสูงใหญ่เบื้องหน้าไม่รอให้ทั้งสองได้รำลึกความหลัง แรงระเบิดมิติสีดำสนิทพุ่งตรงเข้าใส่พวกเขาทั้งสองด้วยความเร็วสูงราวกับกระสุนปืนใหญ่
"ระวังค่ะ!"
เรย์พุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางของอาจารย์สาวแล้วกระโหลกหลบไปด้านข้างอย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้พวกเขากลิ้งไปบนพื้นหินขรุขระของดันเจี้ยน ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายความตายเฉียดผ่านปลายจมูกไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร
โครมมม!
พื้นหินที่พวกเขาเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่แหลกละเอียดกลายเป็นหลุมลึก เศษหินกระจายตัวราวดั่งห่าฝน เซราฟิน่าซุกหน้าอยู่กับอกอุ่นของฮันเตอร์หนุ่มโดยไม่ทันตั้งตัว ความใกล้ชิดที่แนบ 100% ทำให้กลิ่นกายหอมละมุนประจำตัวของอาจารย์สาวลอยเข้าจมูกของเรย์ พร้อม ๆ กับเสียงหัวใจของเธอที่เต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
นี่เป็นครั้งแรก... ที่คนเย็นชาและลึกลับอย่างเซราฟิน่าแสดงความตื่นตระหนกออกมาให้เห็นชัดเจนขนาดนี้
"อาจารย์ เจ็บตรงไหนไหมคะ?" เรย์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางใช้มืออีกข้างโอบกอดปกป้องร่างของเธอเอาไว้แน่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย หัวใจของเขากลับเต้นแรงขึ้นด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ความกลัว
เซราฟิน่ายันตัวลุกขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคู่สวยของเรย์ระยะประชิด ใบหน้าเนียนใสของอาจารย์สาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ เธอก็ยังคงมีความเขินอายซ่อนอยู่ภายใต้มาดนิ่ง
"ข้า... ข้าไม่เป็นไร" เซราฟิน่าพึมพำตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาผิดวิสัย ก่อนที่ดวงตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว ทว่าก่อนที่เธอจะได้ร่ายเวทมนตร์โต้กลับ ตัวตนปริศนานั้นกลับส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยก้องกังวานขึ้นเสียก่อน
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... ความสัมพันธ์อันงดงามบนซากปรักหักพัง" เงาสูงใหญ่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงที่คุ้นหูอย่างประหลาด "แต่ก็น่าเสียดาย ที่ละครฉากนี้จะต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้... เรย์ เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าหนีพ้นจากเงื้อมมือของ 'ระบบแท้จริง' ได้แล้ว?"
สิ้นเสียงนั้น อากาศรอบตัวก็พลันหยุดนิ่ง หน้าต่างสีฟ้าของระบบที่คุ้นเคย suddenly เด้งพรวดขึ้นมาเต็มอากาศนับร้อย ๆ บาน แต่ทว่า... มันไม่ใช่สีฟ้าสดใสอันเป็นมิตรอย่างเคย ทุกหน้าต่างกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกระพริบถี่รัว พร้อมกับข้อความขนาดใหญ่ที่สลักอยู่ใจกลางความมืด
[ตรวจพบข้อผิดพลาดร้ายแรงในระบบหลัก: ผู้ถือครองสิทธิ์คนก่อนกำลังทำการ 'รีเซ็ต' โลกใบนี้]
เรย์เบิกกว้างด้วยความตกใจ หูอื้ออึงชั่วขณะเมื่อความจริงอันน่าสะพรึงกลัวถูกเปิดเผย ความลับที่เซราฟิน่าเก็บงำไว้ ความผิดปกติของดันเจี้ยน และเสียงหัวเราะของเงาดำนั้น... ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมดแล้ว
เซราฟิน่าหน้าถอดสีทันทีที่เห็นข้อความนั้น เธอรีบคว้าแขนของเรย์ไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา "เรย์... ฟังข้าให้ดี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าห้ามปล่อยมือจากข้าเด็ดขาด..."
ทว่า... รอยแยกมิติเบื้องหลังเงาสูงใหญ่นั้นกลับเปิดกว้างขึ้น พร้อมกับแรงดึงดูดมหศาลที่พยายามฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ความว่างเปล่า และก่อนที่เรย์จะทันได้เอ่ยคำใดออกมา ร่างของเงาดำก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาด้วยความเร็วเหนือแสง พร้อมกับกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ทำให้วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
*"เจอกันอีกครั้งนะ... ตัวสำรองของฉัน"*
น้ำผึ้งหยดแรก
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ!)
ระบบสุ่มรักฉบับตัวร้ายที่อยากลาออก•ตอนที่ 13
ค่ำคืนใต้แสงดาวที่ดันเจี้ยน
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบสุ่มรักฉบับตัวร้ายที่อยากลาออก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!