มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู•ตอนที่ 6

พันธนาการที่มองไม่เห็น

ผลงานโดย นภากระซิบผี
"ถอยหลังไปค่ะรวิศ!" เสียงหวานนุ่มแต่ทรงอำนาจของจันทร์กะพ้อตวาดก้อง ท่ามกลางความมืดมิดที่กดทับลงมาดั่งภูเขาหิน รวิศเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ชัดเจน... มันคือบุคคลที่เขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่อัปมงคลแห่งนี้เด็ดขาด! ภายใต้แสงสลัวจากคบเพลิงไสยเวทที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีคราม บุรุษในชุดสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าแววตากลับว่างเปล่าราวกับไร้ดวงวิญญาณภายใน ร่างนั้นก้าวผ่านธรณีประตูห้องโถงชั้นเจ็ดของตึกร้างเข้ามาอย่างเชื่องช้า ราวกับถูกชักใยด้วยด้ายล่องหนของหุ่นเชิด "อาจารย์วรภัทร... เป็นไปได้ยังไงครับ..." รวิศพึมพำเสียงสั่น ลมหายใจสะดุดกึกด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบที่ก้นบึ้งของหัวใจ อาจารย์หนุ่มผู้เป็นทั้งที่ปรึกษาทางวิชาการและเสาหลักทางจิตใจในวันที่เขาlostครอบครัวไป กลับมายืนอยู่ ณ ใจกลางอาคมกักวิญญาณระดับสูงในสภาพเช่นนี้ "ไม่ใช่เขาค่ะ ร่างนั้นสูญสิ้นเจตจำนองแห่งตนไปแล้ว" จันทร์กะพ้อขยับตัวเข้ามาขวางหน้าชายหนุ่มอย่างปกป้อง นิ้วเรียวยาววาดอักขระกลางอากาศด้วยน้ำยาสมุนไพรสีชาด กลิ่นฉุนของว่านไพรและกำยานพวยพุ่งเข้าสู้กับความอับชื้นในอากาศ "นี่คือ 'ร่างจำแลงอาถรรพ์' ที่ถูกผูกจิตไว้ด้วยด้ายสิญจน์อาคมโบราณ ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาในรัศมีวงเวทย์นี้ตั้งแต่เริ่มแรก จะถูกดึงส่วนหนึ่งของจิตสำนึกไปเป็นเชื้อเพลิงให้กับค่ายกล... และดูเหมือนว่าพวกเรากำลังเดินตกลงไปในหลุมพรางที่ถูกขุดรอไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบค่ะ" รวิศกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด สมองอันปราดเปรื่องของนักมานุษยวิทยาเร่งประมวลผลข้อมูลอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้กรอบความคิดแบบมีเหตุผล เขาพยายามมองข้ามความน่ากลัวตรงหน้าเพื่อค้นหาโครงสร้างของอาคม "ถ้าที่นี่คือเขตอาคมปิดตาย ตามหลักทฤษฎีมหาภูต 4 และแผนผังเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ จุดศูนย์กลางของค่ายกลจะต้องมี 'เสาหลัก' คอยรับแรงกระแทกจากพลังงานด้านลบ... จันทร์กะพ้อครับ แสงสีครามจากคบเพลิงนั่นไม่ได้มาจากเชื้อเพลิงธรรมดา แต่มันคือปฏิกิริยาของธาตุไฟที่ถูกสะกดด้วยวิญญาณอาฆาตใช่ไหมครับ?" จันทร์กะพ้อเหลือบสายตากลับมามองเขาแวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน "ฉลาดมากค่ะรวิศ... สมกับที่เป็นนักวิชาการผู้ยึดมั่นในตรรกะ แม้ในยามที่ความตายอยู่ตรงหน้าก็ตามที" เสี้ยววินาทีนั้น ร่างจำแลงของอาจารย์วรภัทรก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์! เพล้ง! เสียงกระจกหน้าต่างด้านหลังแตกกระจายละเอียด แรงลมกรรโชกกระานพัดพาเอาฝุ่นผงและเศษปูนปลิวว่อน จันทร์กะพ้อสะบัดมือซัดแผ่นยันต์ยันต์ยันต์ปะทะเข้ากับฝ่ามือที่คว้าเข้ามาหมายปลิดชีพ แรงปะทะทำให้หญิงสาวเซถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าหวานซีดเผือกเล็กน้อยแต่แววตายังคงนิ่งสงบ เธอตวัดแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยสักอักขระโบราณที่ส่องแสงเรืองรองเพื่อขับไล่ไสยดำ "รวิศ! ทางซ้ายค่ะ!" ชายหนุ่มไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะที่ร่างจำแลงกำลังปะทะกับพลังอาคมของหญิงสาว พุ่งตัวเข้าไปหลบหลังเสาปูนซีเมนต์ที่กะเทาะจนเห็นเหล็กเส้นขึ้นสนิม สมองของเขาจดจำโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของตึกร้างแห่งนี้ได้ทุกตารางนิ้วจากการศึกษาแผนผังก่อนเข้ามา *ตึกนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ยحقุคที่ความเชื่อเรื่องการถมที่ด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ยังหนาแน่น... หากจุดนี้คือจุดศูนย์กลาง และทางออกทิศเหนือถูกปิดตายด้วยอาคมสะกดวิญญาณ... ทางรอดเดียวคือการทำลาย 'จุดรับพลัง' ที่อยู่ใต้พื้นคอนกรีตตรงนี้!* รวิศก้มตัวลงใช้มือเปล่าคุ้ยเศษซากอิฐและฝุ่นหนาเตอะบนพื้นคอนกรีตอย่างไม่กลัวเลอะ ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับวัตถุเย็นเฉียบที่มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะจารอักขระขอมโบราณฝังอยู่ใต้พื้นปูน มันคือ "ยันต์ตรึงภพ" ตัวการที่สร้างมิติซ้อนทับและกักขังพวกเขากไว้ในวังวนนี้! "จันทร์กะพ้อ! ผมเจอจุดเชื่อมต่อแล้วครับ!" รวิศตะโกนแข่งกับเสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังมาจากเงาดำรอบทิศทาง "ถอยออกมาค่ะ!" หญิงสาวสะบัดกระบี่อาคมในมือฟันอากาศเป็นวงกลม สร้างเกราะคุ้มกันสีทองอร่ามผลักร่างจำแลงกระเด็นออกไป ก่อนจะพุ่งตัวมาคุกเข่าลงข้างชายหนุ่ม นัยน์ตาคมกริบมองแผ่นโลหะเบื้องล่างด้วยความตกตะลึงระคนชื่นชม "คุณหาเจอได้ยังไงคะเนี่ย... ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที?" "หลักฐานทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไม่เคยโกหกใครครับ" รวิศตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายเต็มใบหน้า "พิธีกรรมแบบนี้ต้องใช้ 'สื่อกลาง' ที่ฝังลึกถึงรากฐานโครงสร้างตึก เพื่อไม่ให้ใครขุดพบ... แต่พวกเขาคำนวณพลาดไปอย่างหนึ่ง" "คืออะไรคะ?" จันทร์กะพ้อเอ่ยถาม พร้อมกับเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีระลอกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นจากความมืด "พวกเขาลืมไปว่า ตึกหลังนี้เคยถูกรีโนเวทระบบท่อระบายน้ำในปี 2535... จุดที่ฝังแผ่นยันต์นี้ ไม่ใช่จุดรับพลังที่แท้จริงตามตำราไสยเวทโบราณ แต่เป็น 'จุดระบายอาคม' ต่างหากล่ะครับ!" รวิศแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแห่งความมั่นใจที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์วิกฤต "ถ้าเราทำลายแผ่นโลหะนี้ด้วยธาตุทองและธาตุไฟพร้อมกัน พลังงานย้อนกลับจะทำลายวงเวทย์ทั้งหมดให้พังครืนลงมาทันที!" "ยอดเยี่ยมมากค่ะรวิศ..." จันทร์กะพ้อส่งยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมาในรอบหลายปี "งั้นก็... มาจบเรื่องนี้กันเถอะค่ะ" หญิงสาวรวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่ปลายนิ้ว ขณะที่รวิศใช้สันแหวนทองเหลืองประจำตระกูลกระแทกลงบนจุดกึ่งกลางของแผ่นโลหะพร้อมกับร่ายคาถากำกับตามที่หญิงสาวบอก เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ แสงสีทองและสีฟ้าครามปะทะกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกมหาศาล พัดพาร่างของทั้งคู่ลอยกระเด็นไปคนละAทาง ความมืดมิดที่กดทับเริ่มปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่ร้าวราน อากาศบริสุทธิ์เริ่มไหลทะลักเข้ามาแทนที่กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาปสาง รวิศนอนหอบหายใจโยนตัวอยู่บนพื้นปูนที่กลับมาเป็นปกติ ร่างจำแลงของอาจารย์วรภัทรค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวและเลือนหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย ภารกิจกู้ภัยในเขตอาคมมืดมนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี... ทว่า ในจังหวะที่รวิศกำลังจะผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก เสียงฝีเท้าปริศนาก็ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟที่ควรจะถูกปิดตายอย่างไร้ทางออก *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะสามครั้งติดต่อกัน ดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนรอต้อนรับพวกเขาอยู่ที่ปลายทางนั้น และเมื่อรวิศหันไปมองตามเสียง สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาไม่ใช่ทางออกสู่โลกภายนอก... แต่เป็นเงาร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียนเปียกชุ่มโชกเลือด ที่กำลังยืนจ้องมองตรงมายังพวกเขา พร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนถึงใบหู และเสียงกระซิบอันคุ้นเคยที่ดังขึ้นในหัวของชายหนุ่มโดยตรง— *"พี่ชายคะ... สัญญาที่ให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน... ยังจำได้อยู่หรือเปล่าคะ?"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของเราในทุกๆ ย่างก้าวเสมอนะคะ (นภากระซิบผี)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%