ฝุ่นละอองในห้องใต้ดินของเรือนโบราณอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบดินที่หมักหมมมานานหลายทศวรรษ เสียงกระซิบที่ลอยวนเวียนอยู่ในอากาศเมื่อครู่ยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในแก้วหูของรวิศ *"...พวก... แก... ขุด... หลุม... ฝัง... ตัว... เอง... แล้ว..."* ประโยคอาฆาตมาดร้ายนั้นไม่ใช่เสียงที่ดังมาจากภายนอก แต่มันดังก้องขึ้นมาจากโสตประสาทส่วนลึก ราวกับถูกส่งตรงมาจากจิตใต้สำนึกที่เชื่อมโยงกับพลังงานบางอย่างในสถานที่แห่งนี้
รวิศก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ รองเท้าผ้าใบเหยียบลงบนเศษไม้ผุกร่อนจนเกิดเสียงดังลั่นท่ามกลางความเงียบงัด ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม แม้เขาจะเป็นนักมานุษยวิทยาผู้ยึดมั่นในหลักการทางวิทยาศาสตร์และตรรกะอันแม่นยำ แต่ความเย็นยะเยือกที่ไต่ขึ้นมาจากฝ่าเท้าจนถึงสันหลังในเวลานี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันเกินกว่าขอบเขตของจิตวิทยาหมู่หรืออุปทานหมู่ไปไกลโขแล้ว
"ตั้งสติไว้ค่ะคุณรวิศ"
เสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาดดังขึ้นจากด้านข้าง จันทร์กะพ้อก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างเงียบเชียบ ปลายเรียวนิ้วของหญิงสาวแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเขา กระแสความอบอุ่นบางเบาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาในร่างกาย ช่วยดึงสติที่กำลังเตลิดของนักมานุษยวิทยาหนุ่มให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน ดวงตาคมกริบของเธอกวาดมองไปรอบห้องใต้ดินที่มืดสว่างสลัวด้วยแสงไฟฉาย ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องซึ่งมีกองลังไม้เก่าๆ วางทับถมกันอยู่
"คุณสัมผัสได้ใช่ไหมครับ..." รวิศพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ขณะที่สมองส่วนหน้าเริ่มคำนวณและประมวลผลข้อมูลจากสภาพแวดล้อม "คลื่นความถี่ของสนามแม่เหล็กในห้องนี้ผิดปกติ... หรือว่ามันคือพลังงานความร้อนตกค้างจากปฏิกิริยาเคมีในดิน?"
"ไม่ใช่หรอค่ะ" จันทร์กะพ้อส่ายหน้าช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทขשלเบาตามการเคลื่อนไหว ดวงตากลมโตคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังเพ่งมองทะลุผ่านม่านหมอกที่มองไม่เห็น "สิ่งที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่ความผิดปกติทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือ 'เจตจำนง' ที่ถูกกดทับด้วยความแค้น... และมันกำลังเรียกหาเรา"
พูดจบ จันทร์กะพ้อก็ก้าวเดินนำไปอย่างมั่นคง รวิศกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะก้าวตามไปติดๆ เขาหยิบเครื่องมือวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF Meter) ออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม หน้าจอดิจิทัลขนาดเล็กปรากฏตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ จากค่าปกติที่ควรอยู่ราวๆ 0.2 ไมโครเทสลา ตอนนี้มันกลับทะยานขึ้นแตะระดับ 4.5 และยังคงไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งเสียงร้องเตือนดัง *ปี๊บๆ* ถี่ระรึก
"เครื่องมือฟ้องว่าตรงนี้มีสนามแม่เหล็กหนาแน่นผิดปกติ... หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มีพลังงานงานจลน์บางอย่างถูกกักเก็บไว้ในปริมาณมหาศาล" รวิศพึมพำกับตัวเองด้วยสัญชาตญาณของนักวิจัย สายตาคมกวาดมองพื้นไม้เบื้องหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ "ถ้าวิเคราะห์จากโครงสร้างบ้านเรือนไทยโบราณ ห้องใต้ดินมักถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บของหรือห้องหลบภัย แต่จุดที่คลื่นความถี่พุ่งสูงที่สุด... มันตรงกับแนวเสาเอกต้นที่สามพอดี ซึ่งในทางความเชื่อโบราณคือจุดฝัง 'อาถรรพ์' หรือเสาตกมัน"
จันทร์กะพ้อไม่ได้เอ่ยขัดจังหวะการวิเคราะห์ของชายหนุ่ม เธอย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นปูนซีเมนต์หยาบๆ ที่มีรอยแตกกว้าง ฝ่ามือเรียวบางแนบลงไปกับพื้นผิวเย็นเฉียบ หลับตาลงช้าๆ เพื่อเชื่อมต่อกระแสจิต ทันใดนั้น ลมหายใจของเธอก็เปลี่ยนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่ไออุ่นจางๆ ออกมาจากปลายนิ้วจนเกิดควันสีขาวบางเบาลอยกรุ่นขึ้นมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ
"พวกเขาไม่ได้ถูกฝังไว้ใต้เสาเอกค่ะ..." เสียงกระซิบของจันทร์กะพ้อลอดไรฟันออกมาเบาหวิว ดวงตาที่ลืมขึ้นมาอีกครั้งฉายแวววาวโรจน์ด้วยประกายแสงสีทองจางๆ "แต่พวกเขาถูก 'ตรึง' เอาไว้... ด้วยตะปูสังฆวานรเก้าตัว และอาคมสะกดวิญญาณที่เขียนด้วยเลือด"
รวิศสูดหายใจเข้าลึก ปมในอดีตที่เขาเคยสูญเสียครอบครัวไปจากเหตุการณ์ลี้ลับผุดวาบขึ้นมาในหัวหน่วงๆ แต่เขาก็สะบัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เวลานี้ไม่ใช่เวลามาจมดิ่งกับความกลัว รวิศทรุดตัวลงคุกเข่าเคียงข้างหญิงสาว หยิบช้อนขุดสำรวจภาคสนามขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าอุปกรณ์
"ถ้ามีตะปูสังฆวานรฝังอยู่จริง เราต้องหาจุดศูนย์กลางของแรงกดทับ..." รวิศใช้หลักการคำนวณเรขาคณิตและพิกัดแผนผังโครงสร้างบ้านที่เขาศึกษามาก่อนหน้านี้ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพื้นปูนตามจังหวะคำนวณ "ตามทฤษฎีแรงโน้มถ่วงและจุดตัดของโครงสร้าง จุดที่รับน้ำหนักมากที่สุดและเป็นจุดอับสัญญาณที่สุดคือตรงนี้... ห่างจากกองลังไม้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สามสียะ"
จันทร์กะพ้อพยักหน้ารับอย่างรู้ใจ เธอร่ายคาถาบทสั้นๆ พร้อมกับใช้นิ้วชี้วาดอักขระโบราณลงบนพื้นอากาศ อักษรเรืองแสงสีชาดปรากฏขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะพุ่งลงสู่พื้นปูนเสียงดัง *เปรี๊ยะ!* ปูนซีเมนต์เก่าแก่ที่แข็งราวกับหินกลับปริแตกออกเป็นรอยร้าววง2กว้าง ราวกับมีแรงมหาศาลระเบิดขึ้นมาจากข้างใต้
กลิ่นเหม็นเน่าของดินโคลนที่ผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กและซากอินทรีย์พุ่งทะลักขึ้นมาทันทีจนรวิศต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก ทว่า ท่ามกลางความโสโครกและกลิ่นอับชื้นนั้น แสงสีฟ้าเรืองรองอ่อนๆ กลับส่องประกายลอดผ่านรอยแตกของพื้นปูนขึ้นมา เป็นภาพที่งดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน
รวิศไม่รอช้า เขาใช้ช้อนขุดสำรวจกะเทาะเศษปูนที่เหลืออยู่ออกอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ทำลายหลักฐานทางกายภาพ ขณะที่จันทร์กะพ้อคอยแผ่พลังปราณคุ้ม 2 กันรอบตัวเพื่อป้องกันไม่ให้พลังงานอาฆาตด้านล่างพุ่งทะยานออกมาทำร้ายพวกเขาก่อนเวลาอันควร
เมื่อเศษปูนชิ้นสุดท้ายถูกงัดขึ้นมา ปรากฏว่าเบื้องล่างนั้นไม่ใช่พื้นดินธรรมดา แต่เป็น 'หลุมหลบภัยใต้ดินขนาดเล็ก' ที่ถูกก่ออิฐถือปูนไว้อย่างแน่นหนา และตรงกลางหลุมนั้นเอง... คือร่างของโครงกระดูกมนุษย์หลายร่างที่ถูกมัดรวมกันด้วยโซ่ตรึงสนิมเขรอะ กะโหลกศีรษะแต่ละโครงมีร่องรอยของการถูกตอกด้วยตะปูเหล็กขนาดยาวทะลุผ่านกระหม่อมอย่างโหดเหี้ยม
"นี่มัน... การฆาตกรรมหมู่ในอดีต..." รวิศพึมพำด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อวิเคราะห์จากสภาพกระดูกและเศษผ้าโบราณที่หลงเหลืออยู่ "ไม่ใช่แค่เรื่องไสยศาสตร์งมงาย แต่มันคืออาชญากรรมอำมหิตที่มีการจัดฉากอำพรางศพอย่างเป็นระบบ!"
"ไม่ใช่แค่อาชญากรรมธรรมดาหรอกค่ะคุณรวิศ..." จันทร์กะพ้อเอ่ยเสียงเครียด ดวงตาคู่สวยมองลึกลงไปในความมืดมิดก้นหลุม ร่างกายของเธอกำลังสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะกำลังต้านทานแรงดึงดูดมหาศาลจากดวงวิญญาณนับสิบที่กำลังคลุ้มคลั่ง "พวกเขากำลังถูกใช้เป็น 'เสาหลักมีชีวิต' เพื่อค้ำจุนอำนาจมืดบางอย่างของตระกูลผู้มีอิทธิพลในอดีต... และตอนนี้ แรงอาฆาตของพวกเขากกำลังจะพังทรากผนึกนี้ออกมาแล้ว"
ทันใดนั้นเอง โซ่ตรึงสนิมเขรอะที่ก้นหลุมก็ส่งเสียงดัง *กริ๊ง... กริ๊ง...* ขึ้นมาเองโดยไม่มีลมพัด แสงสีฟ้าเรืองรองเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต ดวงตานับคู่ปรากฏขึ้นในความมืดมิดใต้หลุมลึก จ้องมองตรงมาที่รวิศและจันทร์กะพ้อด้วยความกระหายการแก้แค้น
กระแสลมพายุหมุนขนาดเล็กก่อตัวขึ้นภายในห้องใต้ดินอย่างฉับพลัน พัดพัดกระดาษและฝุ่นละอองปลิวว่อน เสียงกรีดร้องโหยหวนนับร้อยเสียงประสานกันดังลั่นจนแก้วแทบแตก รวิศรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นนับสิบพยายามเอื้อมขึ้นมาฉุดกระชากข้อเท้าของเขาให้ร่วงหล่นลงไปในหลุมมรณะนั้น
"คุณรวิศ! ถอยหลังไป!" จันทร์กะพ้อตะโกนลั่น พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อซัดยันต์คุ้มกันออกไปแปะที่ขอบหลุม เสียงสวดมนต์คาถาโบราณหลุดจากริมฝีปากของเธอรัวเร็วเพื่อกดดันวิญญาณร้ายให้อยู่หมัด
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงกรีดร้องระคนโหยหวนนั้น จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่บันไดทางลงห้องใต้ดิน... *เอี๊ยด... เอี๊ยด...*
เงาสูงใหญ่ทอดตัวยาวลงมาจากด้านบน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหבריດเย็นเยียบที่คุ้นหูอย่างประหลาดดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
"ขุดเก่งนี่... นักมานุษยวิทยาผู้รอบคอบ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างของชายในชุดสูทสีเข้มที่ก้าวพ้นขอบบันไดลงมา เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยและรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก "...แต่รู้ไหมว่า การขุดคุ้ยอดีตขึ้นมาเนี่ย... มันมักจะมี 'เจ้าของตัวจริง' ตามมาทวงคืนเสมอ"
รวิศเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ชัดเจน... มันคือบุคคลที่เขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่อัปมงคลแห่งนี้เด็ดขาด!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันลี้ลับนี้ไปด้วยกันนะคะ
มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู•ตอนที่ 5
เสียงเรียกจากใต้ดิน
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!