"ถ้าคุณยังยืนกรานว่าจะใช้ไม้บรรทัดวัดวิญญาณด้วยตรรกะแบบมนุษย์โลก 3 มิติ... คดีนี้เราคงได้ปิดแฟ้มในฐานะ 'อุบัติเหตุ' ไปจนวันตายล่ะค่ะ คุณรวิศ"
ปลายนิ้วเรียวยาวของจันทร์กะพ้อแตะลงบนกระจกตู้หนังสือโบราณในหอสมุดกลางมหาวิทยาลัย เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบสงัดของยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอับของกระดาษเก่าและกลิ่นอายความตายที่ยังจางหายไม่หมด รวิศขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมภายใต้กรอบโลหะจ้องมองรอยร้าวบนกระจกที่ไม่ได้เกิดจากการกระแทก แต่มันแตกแขนงออกเป็นรูปทรงเรขาคณิตคล้ายยันต์โบราณ—เป็นระเบียบ เรียบร้อย และเย็นยะเยือกเกินกว่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์
รวิศสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เขากวาดสายตามองไปรอบห้องสมุดชั้นใต้ดินที่ควรจะปิดทำการตั้งแต่ห้าทุ่ม ศพของศาสตราจารย์ธน ภัครากร ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ถูกพบฟุบลงกับโต๊ะทำงานเมื่อสามชั่วโมงก่อน ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยนิ้วมืออื่นนอกจากของผู้ตายเอง ทว่าดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงราวกับเห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
"ผมไม่ได้บอกว่ามันคืออุบัติเหตุครับ... เอ๊ย, ค่ะ" รวิศชะงักไปเล็กน้อย เผลอหลุดสำนวนเดิมออกมาจนต้องรีบแก้คำพูดเมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มมุมปากของหญิงสาว "ฉันหมายความว่า... ในฐานะนักมานุษยวิทยา ฉันมองหาหลักฐานเชิงประจักษ์เสมอค่ะจันทร์กะพ้อ และรอยไหม้บนกระดาษเอกสารชิ้นนั้น มันไม่ได้เกิดจากความร้อนของเปลวไฟปกติแน่ๆ"
รวิศชี้ไปยังเอกสารโบราณที่กางอยู่บนโต๊ะ ขอบกระดาษไหม้เกรียมเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบราวกับถูกนาบด้วยโลหะร้อนจัด แต่น่าแปลกที่ตัวหนังสือหมึกซึมบนกระดาษกลับไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย ราวกับความร้อนนั้นเลือกทำลายล้างเฉพาะเส้นใยที่เชื่อมโยงระหว่างมิติเท่านั้น
จันทร์กะพ้อหันกลับมามองเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงน้ำวนยามค่ำคืน เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ชายผ้าคลุมไหล่สีเข้มไหววูบตามแรงลมที่ไม่มีที่มา "คุณเริ่มมองเห็น 'ระบบ' ของมันแล้วสินะคะ... โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ฟิสิกส์กับเคมีหรอกค่ะ รวิศ ความเชื่อ พิธีกรรม และแรงอาฆาต ล้วนมีกฎเกณฑ์ทางพลังงานของมันเอง เสมอภาคและแม่นยำยิ่งกว่ากฎหมายบ้านเมืองเสียอีก"
หญิงสาวหยิบตลับผงชาดสีแดงเข้มขึ้นมาจากกระเป๋าคาดเอวโบราณ เธอแตะผงชาดด้วยนิ้วโป้งแล้วป้ายลงบนกระจกบานเก่าที่เกิดรอยร้าว ทันทีที่สัมผัส เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงอ่านหนังสือในห้องสมุดตอนดึกก็ดังระงับขึ้นมาจากผิวแก้ว เงาสะท้อนในกระจกเริ่มบิดเบี้ยว มันไม่ใช่เงาของรวิศหรือจันทร์กะพ้อ แต่เป็นร่างของชายชราในชุดสูททวีดเก่าคร่ำคร่ากำลังนั่งก้มหน้าอ่านตำราเล่มหนา... และที่น่ากลัวที่สุดคือ เงาสะท้อนนั้นกำลังเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพวกเขาโดยตรง ทั้งที่ร่างจริงของศาสตราจารย์ธนกลายเป็นศพแข็งทื่ออยู่บนโต๊ะอีกด้านของห้องไปแล้ว
"ถอยหลังไปค่ะ!" จันทร์กะพ้อเอ่ยเสียงเฉียบขาด มือเรียวสะบัดด้ายสายสิญจน์อาคมพาดผ่านหน้ากระจกเกิดประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบ
รวิศไม่ลังเลที่จะคว้าแขนของเธอดึงถอยหลังตามสัญชาตญาณความปลอดภัย ในวินาทีนั้นเอง เสียงกระจกแตกละเอียดดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วพุ่งกระจายราวกับห่าฝนแต่มันกลับหยุดลอยค้างอยู่กลางอากาศราวกับเวลาถูกแช่แข็ง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกของมิติที่เปิดกว้างขึ้น กลิ่นอายความเย็นเยือกพุ่งทะลุขั้วหัวใจจนรวิศต้องกุมแผ่นอกด้านซ้าย—ตำแหน่งเดียวกับที่ปมในอดีตเคยกรีดลึกจากการสูญเสียครอบครัวไปต่อหน้าต่อตาในเหตุการณ์ลี้ลับเมื่อสิบปีก่อน
ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในหัว เสียงกรีดร้องของมารดาและความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่ง แต่มืออุ่นๆ ของจันทร์กะพ้อที่เอื้อมมากุมข้อมือเขาไว้แน่นกลับดึงสติเขากลับคืนสู่ปัจจุบัน
"ตั้งสติค่ะรวิศ! อย่าปล่อยให้ช่องโหว่ทางจิตใจกลายเป็นประตูให้มันเข้ามา" เสียงของเธอหนักแน่นและเปี่ยมด้วยพลังฮีลใจที่แปลกประหลาด มันอบอุ่นจนความหวาดกลัวในใจของชายหนุ่มเริ่มคลายตัวลง
รวิศสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ดวงตาที่เคยสั่นไหวกลับมาคมกริบและเต็มไปด้วยความรอบคอบอีกครั้ง เขาหยิบสมุดบันทึกภาคสนามขึ้นมาเปิดหน้าว่าง พร้อมกับปากกาหมึกซึมคู่ใจ "เข้าใจแล้วครับ... เอ๊ย, ค่ะ ถ้ามันอยากใช้กฎฟิสิกส์คุยกับเรา งั้นเราก็มาคำนวณ 'จุดศูนย์ถ่วง' ของพลังงานนี้กันให้รู้เรื่องไปเลย"
เขากวาดสายตาคำนวณทิศทางการกระจายตัวของเศษแก้วที่ลอยค้างอยู่ พร้อมกับหยิบเหรียญโบราณตระกูลที่พกติดตัวไว้ตลอดเวลาขึ้นมาเตรียมพร้อมร่วมมือกับอาคมของหญิงสาว ทั้งสองคนยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างรู้ใจ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นการเผชิญหน้าอย่างมีชั้นเชิง
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ทั้งคู่กำลังจะประสานบทสวดและตรรกะเพื่อปิดผนึกรอยแยกนั้น เสียงแจ้งเตือนดิจิทัลอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของรวิศ—ไม่ใช่เสียงเรียกเข้าปกติ แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนระบบภารกิจที่เขาไม่เคยติดตั้งและไม่เคยเปิดใช้งานมาก่อนในชีวิต
*[ตรวจพบพลังงานระดับ SSS: "ผู้พิทักษ์หอสมุดต้องสาป" ได้ตื่นจากการหลับใหล...]*
*[เงื่อนไขการปลดล็อก: ผู้บุกรุกทั้งสองจะต้องเลือก "เซ่น1ชีวิต" หรือ "ยอมจำนนต่อพันธสัญญาโบราณ" ภายใน 60 วินาที]*
ไฟนีออนทั่วทั้งห้องสมุดดับวูบลงพร้อมกัน เหลือเพียงแสงสีแดงฉานที่ส่องสว่างออกมาจากรอยแยกของกระจกบานเก่า และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... เงาสะท้อนบนพื้นไม่ได้มีแค่เงาของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แต่มีเงาปริศนาร่างที่สามกำลังก้าวเท้าเข้ามาใกล้จากด้านหลัง ช้าๆ... และมั่นคง
"ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้มีแค่แขกรับเชิญธรรมดาเสียแล้วล่ะค่ะ รวิศ" จันทร์กะพ้อกระซิบเสียงเบาหวิว ดวงตาจ้องมองเงาที่สามนั้นด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ นภากระซิบผี
มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู•ตอนที่ 2
เงาในกระจกบานเก่า
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับนักมานุษยวิทยาสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!