แบกเป้ท่องโลกมารายงานตัวแล้วครับ! หวังว่ารี้ดทุกท่านจะยังไหวกับความปั่นป่วนในทริปนี้และพร้อมลุยต่อในตอนที่ 4 กันนะครับ รับรองว่าตอนนี้เคมีจะยิ่งทวีความเข้มข้นจนใจเจ็บแน่นอนครับผม!
***
"บอกแล้วไงว่าทางนั้นมันไม่ใช่!"
เสียงโวยวายของผมดังสะท้อนก้องไปทั่วผืนป่าทึบจนนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้สูงพากันบินหนีแตกตื่น ผมกำลังยืนเท้าเอว หอบหายใจจนอกกระเพื่อม เสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวสีส้มอิฐตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนจากการลื่นไถลเมื่อสิบนาทีที่แล้ว และต้นเหตุก็ยืนอยู่ตรงหน้าผมนี่ไงครับ
ไทม์... ตากล้องหนุ่มมาดกวนที่กำลังยืนพิงลำต้นสนใหญ่อย่างสบายอารมณ์ เขายกกล้องโปรขึ้นมาเล็งมาทางผม แถมยังมีหน้ามาส่งยิ้มยั่วประสาทให้อีกต่างหาก
"วิน ตัวแค่นี้ทำไมเสียงดังจังครับ เดี๋ยวพวกสัตว์ป่าก็ตกใจกลัวหมดหรอก" ไทม์ลดกล้องลง เลิกคิ้วมองผมด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ "แล้วที่บอกว่าไม่ใช่ทางเนี่ย มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ หลงทางจนจำทางไม่ได้เองหรือเปล่าหึ"
"นี่นาย!" ผมพุ่งตัวเข้าไปหมายจะเคาะหัวคนกวนประสาทสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้ แต่ความเหนื่อยล้าและข้อเท้าที่เริ่มระบมทำให้ผมเซถลา เกือบจะล้มหน้าคว่ำลงไปจูบพื้นดินอยู่รอมร่อ
พรึบ!
สัมผัสอุ่นวาบที่เอวบางดึงผมเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นอายธรรมชาติจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ไทม์คว้าตัวผมไว้ได้ทันก่อนที่ผมจะได้แปลงร่างเป็นมนุษย์โคลนรอบที่สอง ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้ใกล้เสียจนผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังยิ่งกว่ากลองเพล
"ระวังหน่อยสครับตัวก็แค่นี้ ยังจะซุ่มซ่ามหาเรื่องเจ็บตัวอีก" เสียงทุ้มต่ำกระซิบอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ผมรีบดันอกอีกฝ่ายออกสุดแรง เกิดอาการร้อนผ่าวที่ใบหน้าจนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น "ใครตัวแค่นี้กัน! ถอยไปเลยนะ ปล่อย!"
ไทม์หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกสนุก ยอมปล่อยมือแต่โดยดี แต่สายตาแพรวพราวนั้นยังคงไม่ละไปไหน เขากวาดสายตามองรอบตัวเราที่มีแต่ต้นไม้สูงใหญ่และหมอกหนาทึบที่เริ่มโรยตัวลงมาเรื่อยๆ เนื่องจากพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที
สัญญาณโทรศัพท์มือถือ? อย่าว่าแต่ 4G เลยครับ แค่ขีดเดียวก็ไม่มีให้เห็น หน้าจอขึ้นตัว 'X' แดงเด่นหร่าเป็นลางบอกเหตุว่า คืนนี้พวกเราอาจจะต้องนอนนับดาวกลางป่ากันจริงๆ แล้ว
กลุ่มของเราแยกย้ายกันเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติระหว่างทางเดินป่าช่วงบ่าย แต่เพราะความเถียงกันเรื่องมุมถ่ายรูปวิวหน้าผา ทำให้ผมกับไทม์เดินแยกจากกลุ่มย่อยจนหลุดเข้ามาในเขตป่าดิบชื้นที่ไม่มีใครเขาเดินกัน และผลลัพธ์ก็คือ... เราสองคนหลงทางกันอย่างสมบูรณ์แบบ
"เพราะนายคนเดียวเลยไทม์! บอกให้หยุดถ่ายรูปตรงนั้นก็ไม่ฟัง!" ผมเริ่มระบายความหงุดหงิดใส่กระเป๋าเป้สะพายหลังของตัวเอง
"อ้าว กลายเป็นความผิดผมเฉยเลยเหรอครับ" ไทม์เดินเข้าไปใกล้ หยิบกิ่งไม้แห้งที่ติดอยู่บนเส้นผมของผมออกอย่างเบามมือ การกระทำที่อ่อนโยนกะทันหันแบบนั้นทำให้ผมชะงักค้างไปชั่วขณะ "ผมแค่อยากเก็บภาพวิวสวยๆ ไว้ให้คนแถวนี้ดูต่างหากล่ะครับ... อุตส่าห์ตั้งใจถ่ายแทบตาย"
"ใครอยากดู..." ผมพึมพำเสียงเบา หลบสายตาคมคายคู่นั้นที่มองมาด้วยความหมายแปลกๆ
"ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วนะครับวิน ถ้าเรายังเดินเถียงกันอยู่ตรงนี้ ได้กลายเป็นอาหารมื้อค่ำของหมีแถบนี้แน่ๆ" ไทม์พูดติดตลก แต่บรรยากาศรอบตัวที่เริ่มมืดมัวและเสียงแมลงกลางคืนเริ่มดังระงมทำให้ผมใจคอไม่ค่อยดีนัก
"แล้วเราจะทำยังไงล่ะทีนี้ นายมีความสามารถพิเศษอะไรไหม เช่น จุดไฟด้วยไม้สองกิ่ง หรือคุยกับนกฮูกรู้เรื่อง?" ผมถามด้วยน้ำเสียงประชดประชันเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่เริ่มกัดกินหัวใจ
ไทม์ส่ายหัวเบาๆ รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองออกแล้วเอามาคลุมไหล่ให้ผมที่กำลังยืนกอดอกสั่นด้วยความหนาวเย็น "ผมไม่มีคาถาเสกให้หลุดออกไปจากป่าหรอกครับ... แต่ผมมีนี่"
เขายื่นสมาร์ทโฟนที่เปิดหน้าจอไฟฉายสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่เห็นแล้วอยากจะหยิกให้เนื้อเขียว
"จับมือผมไว้ครับ... เดินตามผมมาเงียบๆ อย่าซุ่มซ่ามสะดุดรากไม้อีกนะคุณตัวเล็ก"
ผมมองมือหนาที่ยื่นมาตรงหน้า นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการกดชัตเตอร์กล้องมานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้กำลังรอการกุมจากผม ลังเลอยู่เพียงเสี้ยววินาที... สุดท้ายผมก็ตัดสินใจยื่นมือไปจับฝ่ามืออุ่นนั้นไว้แน่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวสัมผัสช่วยบรรเทาความกลัวในใจลงไปได้ครึ่งหนึ่ง
เราเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้และโขดหิน ท่ามกลางความเงียบสงบของป่าใหญ่ที่มีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจของกันและกัน ไทม์คอยระวังหลังและใช้กิ่งไม้แห้งปัดพวกแมลงหรือกิ่งไม้ระเกะระกะให้อย่างใส่ใจ ภาพลักษณ์ตากล้องสายปั่นจอมกวนประสาทเมื่อกลางวันหายไปหมด เหลือเพียงสุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของผมเต้นผิดจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้
เดินมาได้สักพัก แสงไฟริบหรี่จากกระท่อมพักแรมของรีสอร์ทก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังแนวต้นสนใหญ่ เสียงเรียกชื่อของจีจี้และเพื่อนๆ ดังแว่วมาตามสายลม ทำให้ความตึงเครียดทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แต่ก่อนที่เราจะเดินพ้นเขตพุ่มไม้สุดท้ายเพื่อกลับไปสมทบกับทุกคน ไทม์ก็ดึงแขนผมไว้เบาๆ ให้หยุดเดิน
"เดี๋ยวก่อนครับวิน..."
ผมหันไปมองหน้าเขาอย่างสงสัย "อะไรอีกเล่า จะถึงอยู่แล้วนะ"
ไทม์ไม่ได้ตอบทันที เขากวาดสายตามองสำรวจใบหน้าผมที่มีรอยเปื้อนดินโคลน ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมคายคู่นั้นสะท้อนแสงไฟจากรีสอร์ทประกายระยิบระยับ ลึกซึ้งจนผมไม่กล้าสบตาตรงๆ
"คือว่า... ที่ผมพาหลงป่าเนี่ย..." ไทม์เว้นจังหวะ เลื่อนมือลงมากุมมือผมไว้หลวมๆ "จริงๆ แล้วผมตั้งใจ..."
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันแชทในมือถือของผมดังขึ้นทำลายความเงียบ ท่ามกลางบรรยากาศชวนลุ้นระทึก ไทม์หยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดูสลับกับหน้าจอของผมด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย
ในหน้าจอแชทกลุ่มของทริป [ทริปคนโสดโปรดจีบ] ปรากฏข้อความล่าสุดที่ส่งมาจากบัญชีของไทม์...
[Time]: "วิน... คือผมชอบรอยยิ้มเวลาที่นายโวยวายใส่ผมนะ หวังว่าคืนนี้เราจะได้หลงทางด้วยกันอีก..."
ข้อความนั้นถูกส่งออกไปอย่างสมบูรณ์แบบโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้กดลบ และที่สำคัญที่สุด... จีจี้ส่งสติกเกอร์รูปแมวตาโตอ้าปากค้างพร้อมข้อความต่อท้ายทันทีว่า: *"อุ๊يยยย! หลุดโป๊ะกลางป่าแบบนี้ ฉันต้องเตรียมตัดชุดแต่งงานสีอะไรดีคะเนี่ยเพื่อนรัก!"*
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันในตอนนี้ เจอกันใหม่ตอนหน้า, สวัสดีครับ!
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 4
หลงทางกลางป่าเขา
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!