แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมหัวเตียงสาดกระทบกรอบรูปโพลารอยด์บนโต๊ะไม้เนื้ออ่อน ภาพถ่ายใบนั้นบันทึกรอยยิ้มกวนประสาทของใครบางคนเอาไว้ได้อย่างชัดเจน แม้เข็มนาฬิกาจะล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเวลาตีสองสิบห้านาทีแล้วก็ตาม แต่นัยน์ตาสองข้างกลับเบิกโพลงอย่างไร้ซึ่งความง่วงงุน
วินพลิกตัวนอนหงาย ทอดสายตามองเพดานห้องสีขาวนวลพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ปลายเล็บเรียวเคาะหน้าจอสมาร์ตโฟนในมือเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจที่เต้นรำอย่างผิดจังหวะ ประโยคคำถามทิ้งท้ายจากบทสนทนาก่อนหน้านี้ยังคงดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า
*“ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว... จะให้ผมปล่อยคุณไปง่ายๆ แบบนี้จริงๆ เหรอครับ?”*
ให้ตายสิ... ประโยคกำกวมบ้าบออะไรนั่น มันสร้างความปั่นป่วนในอกจนเขาแทบอยากจะปาโทรศัพท์ทิ้งลงพื้นให้รู้แล้วรู้รอด แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงนอนกอดหมอนใบโตแล้วพลิกตัวไปมาบนเตียงราวกับคนนอนไม่หลับขั้นรุนแรง
นิ้วเรียวกดเปิดหน้าจอแชตอีกครั้งอย่างไร้จุดหมาย ปลายทางของหน้าจอสีเข้มปรากฏชื่อแชตของคนกวนประสาทที่ป่านนี้คงนอนกรนเสียงดังไปถึงดาวอังคารแล้วกระมัง สถานะออนไลน์แสดงผลเป็นจุดสีเขียวจางๆ หรือบางที... เจ้าตัวอาจจะกำลังนอนไถมือถือเล่นอยู่เหมือนกัน
(Time): ยังไม่นอนเหรอครับคุณบล็อกเกอร์ หรือว่ากำลังนอนกอดรูปผมอยู่จนนอนไม่หลับ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นทันทีราวกับอีกฝ่ายนั่งทางในมารออยู่ก่อนแล้ว วินสะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือจากเตียง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ รีบยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงทันที นิ้วเรียวรีบกดพิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยความเร็วแสงด้วยความหมั่นไส้
(Win): ใครกอดรูปนาย! อย่ามามโนนะไทม์! แล้วดึกดื่นป่านนี้ทำไมยังไม่หลับไม่นอน หะ หรือว่าแอบส่องเฟซบุ๊กแฟนเก่าอยู่ล่ะสิ
(Time): เปล่าครับ... ผมไม่ได้ส่องแฟนเก่า
(Time): ผมกำลังส่องแชตของคนปากแข็งแถวนี้ต่างหากล่ะครับ
วินเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่พุ่งขึ้นมาตีตื้นบริเวณพวงแก้มทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่อยู่ ความมืดมิดภายในห้องนอนไม่ได้ช่วยอำพรางความเขินอายนี้ได้เลยสักนิด เขายกมือขึ้นสัมผัสแก้มตัวเองที่กำลังเห่อร้อน แล้วพึมพำกับความว่างเปล่าเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู
(Win): ประสาท! ใครปากแข็งไม่ทราบ นายต่างหากที่ชอบกวนประสาทคนอื่นเขาก่อนตลอด
(Time): หึๆ... ยอมรับแล้วเหรอครับว่าผมน่ะกวนประสาท แต่อย่างน้อย คนกวนประสาทคนนี้ก็ทำให้คุณตาสว่างตอนตีสองครึ่งได้นะครับ
(Win): ไทม์! อยากโดนบล็อกใช่ไหมเนี่ย เดี๋ยวพ่อก็ปัดตกโปรเจกต์ตากล้องประจำทริปซะเลยนี่
(Time): ปัดตกไม่ได้หรอกครับ... เพราะถ้าไม่มีผมคอยถ่ายรูปให้ คุณก็คงไม่มีรูปสวยๆ ไปลงเรียกยอดไลก์จากแฟนคลับหรอกจริงไหมครับคุณวิน
วินกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดใจ อยากจะหาคำพูดคมๆ มาตอกกลับให้หน้าหงายเสียบ้าง แต่สมองเจ้ากรรมดันนึกถึงรอยยิ้มหยอกล้อกับดวงตาพราวระยับยามที่อีกฝ่ายส่งกล้องถ่ายรูปมาให้ดูทุกที ภาพบรรยากาศการเดินทางร่วมกันนับสิบหมุดหมายไหลFย้อนเข้ามาในความทรงจำราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ กลิ่นอายของลมหนาว เสียงคลื่นกระทบฝั่ง และความอบอุ่นยามที่อีกฝ่ายคอยเดินกางร่มบังแดดให้อย่างเงียบเชียบ—มันชัดเจนเสียจนหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขามักจะคิดเสมอว่าการเดินทางท่องเที่ยวคือการได้ออกไปค้นโลกกว้างเพื่อเก็บบันทึกเรื่องราว แต่ทว่า... การมีใครอีกคนเข้ามาเดินเคียงข้าง ร่วมเผชิญความวุ่นวาย และคอยรับฟังเรื่องบ้าๆ บอๆ ของเขามันกลับทำให้ความหมายของการเดินทางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
จากเดิมที่เป็นเพียงแค่ "บันทึกการเดินทาง" มันกลับกลายเป็น "เรื่องราวของเรา" ไปเสียแล้ว
(Time): วินครับ...
ข้อความสั้นๆ ถูกส่งเข้ามาคั่นกลางความคิดฟุ้งซ่าน วินก้มมองหน้าจอด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นสถานะ "กำลังพิมพ์..." ปรากฏขึ้นอยู่นานสองนาน ก่อนที่ข้อความยาวเหยียดจะถูกส่งตามมา
(Time): ความจริงแล้ว... ที่ผมยังไม่นอน ไม่ใช่เพราะผมนอนไม่หลับหรอกครับ
(Time): แต่เป็นเพราะผมรู้ว่า... ถ้าผมหลับไปตอนนี้ ผมจะต้องตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่อยากเจอหน้าคุณอีกล่ะมั้งครับ
(Time): ผมยอมรับก็ได้... ว่าผมคิดถึงคุณ จนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้วครับ
ตึ้บ!
ราวกับมีค้อนยักษ์ล่องหนทุบลงกลางอกอย่างจัง ลมหายใจของวินสะดุดกึก ดวงตากลมโตจ้องมองตัวอักษรบนหน้าจอซ้ำไปซ้ำมา หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความร้อนรุมเร้าลามเลียจากลำคอขึ้นไปถึงใบหูจนร้อนฉ่า สติสัมปชัญญะที่เคยมีกระเจิดกระเจิงไปหมดสิ้น สมองขาวโพลนคิดคำพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ
นี่มัน... คำสารภาพรักชัดๆ เลยนี่หว่า!
วินสูดหายใจเข้าลึกพยายามตั้งสติ นิ้วมือสั่นระริกขณะจรดลงบนแป้นพิมพ์เพื่อจะพิมพ์ข้อความด่ากลบเกลื่อนความเขินอายตามสไตล์เดิม แต่ทว่า... จังหวะนั้นเอง เสียงข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือก็ดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นกะทันหัน
ไม่ใช่ข้อความแชตจากในแอปพลิเคชัน... แต่เป็นสายเรียกเข้าเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคยปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ พร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่ดังทำลายความเงียบยามวิกาล
วินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ดึกดื่นป่านนี้ใครโทรมากันนะ? เขากดรับสายด้วยความลังเล ปลายสายเงียบกริบไปชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงฝีเท้ากุกกักดังลอดเข้ามา
(วิน): ฮัลโหลครับ? ใครโทรมาดึกๆ ดื่นๆ เนี่ยครับ
(เสียงปลายสาย): เปิดระเบียงห้องพักของคุณสิครับ... คุณบล็อกเกอร์
เสียงทุ้มคุ้นเคยที่ดังลอดออกมาจากปลายสาย ทำเอาวินชะงักกึก หัวใจหยุดเต้นไปเสี้ยววินาที เขารีบดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง วิ่งตรงไปยังผ้าม่านระเบียงห้องพักด้วยความรวดเร็ว มือสั่นเทากระชากผ้าม่านออกกว้างอย่างแรง
แสงไฟสลัวจากทางเดินด้านนอกสาดกระทบเข้ากับร่างสูงโปรดักชันคุ้นตาของใครบางคนที่ยืนถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ตรงระเบียงห้องพักฝั่งตรงข้าม—ห้องพักที่อยู่ถัดไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าว
ไทม์ลดโทรศัพท์ออกจากหู ส่งยิ้มละมุนที่ทำเอาคนมองใจละลายมาให้ พร้อมกับขยับปากพูดไร้เสียงแต่สายตาคู่นั้นจริงจังเสียจนวินแทบหยุดหายใจ
*“ผมบอกแล้วไงครับว่า... คิดถึงจนทนไม่ไหวจริงๆ”*
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันในทุกหมุดหมายนะครับ)
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 22
คิดถึงจนทนไม่ไหว
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!