"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณแอบจับมือผมทางอ้อมนะครับ วิน"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยิ้มกวนประสาทดังขึ้นท่ามกลางเสียงสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาจากท้องฟ้าสีหม่น เม็ดฝนหนาเม็ดโหมกระหน่ำซัดสาดกระทบหลังคาสังกะสีของกระท่อมไม้เล็กๆ กลางหุบเขา จนเกิดเสียงดังอื้ออึงแข่งกับเสียงหัวใจของผมที่กำลังเต้นรัวผิดจังหวะ
ผม—วิน บล็อกเกอร์หนุ่มผู้รักความอิสระเป็นชีวิตจิตใจ—สะดุ้งสุดตัว รีบชักมือที่เกือบจะควชายเสื้อกันฝนของไทม์กลับทันที ดวงตาคมดุภายใต้กรอบแว่นตากวาดมองรอบตัวด้วยความหงุดหงิดปนระอา ก่อนจะหันไปแยกเขี้ยวใส่ไอ้ตากล้องหน้ามึนที่ยืนอมยิ้มกอดอกพิงขอบประตูไม้เก่าๆ อย่างสบายอารมณ์ ทั้งที่เนื้อตัวเปียกโชกไม่ต่างจากผม
"ใครจะไปอยากจับมือคุณกันครับ ไทม์! ฝนตกหนักขนาดนี้ สัญญาณเน็ตก็ไม่มี แล้วดูสภาพเราสิ... ติดแหง็กอยู่กลางป่ากับผู้ชายกวนประสาทเนี่ยนะ ฝันร้ายชัดๆ!" ผมโวยวายเสียงดัง พลางยกมือขึ้นกอดอกเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นที่เริ่มเกาะกุมผิวเนื้อ
ไทม์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นนุ่มทุ้มและน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด เขาสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ผมอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเราลดลงเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นกายสะอาดๆ ผสมกับกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยเข้าจมูกจนผมต้องเผลอกลั้นหายใจ
"ฝันร้ายอะไรกันครับ... ออกจะโรแมนติกออกนะ ตั้งแต่ออกเดินทางมาด้วยกัน หมุดหมายนี้แหละที่ผมว่าคุ้มค่าที่สุด" ไทม์กระซิบเบาๆ ดวงตาคมกริบมองตรงเข้ามาในตาผมด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้ผมต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเสียอาการ
ให้ตายเถอะ... ทำไมช่วงหลังมานี้ไอ้หมอนี่ถึงขยันปล่อยดาเมจใส่ผมจังวะ
ผมรีบเดินหนีความอึดอัดนั้นไปสำรวจรอบๆ กระท่อม ขนาดของมันไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ หนึ่งหลัง โต๊ะสนามตัวเล็ก และหน้าต่างกระจกใสที่ตอนนี้ฝ้าขึ้นเป็นวงจากความชื้น ภายในห้องมีแสงสว่างสลัวจากหลอดไฟโซล่าเซลล์ดวงเล็กที่กะพริบติดๆ ดับๆ ตามแรงพายุข้างนอก
บรรยากาศรอบตัวมันเงียบสงบเกินไป... เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันชัดเจน
"แล้วเราจะติดอยู่ที่นี่กันนานแค่ไหนเนี่ย แบตมือถือผมก็ใกล้จะหมดแล้วด้วย" ผมพึมพำกับตัวเองขณะพยายามกดหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ไร้สัญญาณสิ้นเชิง
"ต่อให้ติดอยู่ที่นี่สักสัปดาห์ ผมก็ไม่ถือสานะครับ..." เสียงฝีเท้าของไทม์ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก่อนที่ความอบอุ่นจากเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวเนื้อหนาจะถูกคลุมทับลงบนไหล่ของผมอย่างแผ่วเบา "แต่ถ้าคุณหนาวจนไข้ขึ้น ผมคงต้องหาวิธีทำให้คุณอุ่นขึ้น... แบบที่ไม่ง้อฮีตเตอร์"
ผมหันขวับกลับไปหมายจะด่าสักชุดใหญ่ แต่ปลายจมูกของเราดันเฉียดผ่านกันไปเพียงนิดเดียว ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินไปทำให้ผมชะงักงัน ดวงตาของเราประสานกันนิ่ง ไทม์ไม่ได้ถอยหนี เขากลับโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด สายตาที่มองผมมันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนน่ากลัว—ความอ่อนโยนที่ปกติเขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นนอกจากผม
หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามดังยิ่งกว่าเสียงฝนด้านนอก ผมรู้สึกเหมือนอุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับอากาศหนาวเย็นรอบตัว สมองขาวโพลนคิดคำด่าไม่ออกสักคำ ได้แต่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน
"วิน..." ไทม์เอ่ยเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม มันนุ่มนวลและจริงจังจนผมต้องกั้นหายใจ
มือหนาเอื้อมมาปัดปอยผมที่เปียกชื้นแนบหน้าผากของผมออกอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วของเขาทำให้ผิวแก้วผมร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ผมอยากจะถอยหลังหนี แต่ขากลับไม่ยอมขยับตามคำสั่ง สมองกรีดร้องเตือนภัย แต่ความรู้สึกข้างในกลับบอกว่าไม่อยากให้เขาหยุดสัมผัส
"อะไร... มองหน้าผมทำไม มีอะไรติดหน้าผมหรือไงครับ" ผมเลือกที่จะกลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการทำเสียงแข็งใส่ แสร้งทำเป็นเสมองออกไปนอกหน้าต่างที่สายฝนยังคงโปรยปราย
ไทม์หลุดหัวเราะเบาๆ กับท่าทีเก้ๆ กังๆ ของผม เขายอมขยับถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่าง แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากยังคงอยู่
"เปล่าครับ... แค่คิดว่า เวลาที่คุณเขินจนหูแดงเนี่ย มันน่ารักกว่าตอนปากเก่งเยอะเลยนะ"
"ใครเขิน! ผมไม่ได้เขิน! ฝนมันตกอากาศมันเย็นต่างหากเล่า!" ผมโวยวายหน้าดำหน้าแดง รีบยกมือขึ้นจับใบหูตัวเองที่ร้อนฉ่าเพื่อกลบเกลื่อน
ระหว่างที่เรากำลังยื้อยุดคำพูดกันด้วยความเขินปนปั่นป่วน เสียงข้อความแจ้งเตือนจากมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น *ติ๊ง!*
ผมชะงัก รีบพุ่งตัวเข้าไปคว้ามันขึ้นมาดูด้วยความหวังว่าสัญญาณจะกลับมาแล้ว และอาจจะมีข้อความจากไอ้จีจี้ ตัวชงประจำกลุ่มที่คงกำลังนั่งร้อนรนตามหาพวกเราอยู่
หน้าจอแสดงผลข้อความจากแอปพลิเคชันแชตที่เพิ่งโหลดข้อมูลได้ทันที ทว่า... ชื่อผู้ส่งกลับไม่ใช่จีจี้ และข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอกลับทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก ร่างกายเย็นเฉียบลงในพริบตา
มันคือข้อความจาก 'พี่กรณ์' แฟนเก่าที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อปีก่อน... และเนื้อหาในแชตนั้นสั้นเพียงประโยคเดียว แต่มันกลับพลิกบรรยากาศฟีลกู๊ดในกระท่อมหลังน้อยให้ดิ่งจมลงสู่ความมืดมิดทันที
*[พี่กรณ์]: "พี่กลับมาแล้วนะ... วินอยู่ที่ไหน พี่อยากเจอเรา"*
ผมยืนแข็งค้าง มือที่ถือมือถือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความทรงจำเก่าๆ ที่พยายามฝังกลบมาตลอดพรั่งพรูเข้ามาในหัวจนแน่นอก ภาพอดีตซ้อนทับกับความเป็นจริงในตอนนี้
ไทม์ที่สังเกตเห็นความผิดปกติ ค่อยๆ
ก้าวเข้ามาใกล้ผมอย่างเงียบๆ สายตาคมกวาดมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือผมแวบหนึ่ง ก่อนที่ประกายความอ่อนโยนในแววตาของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งงันที่อ่านไม่ออก
"วิน..." ไทม์เอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา มือหนายื่นเข้ามาแตะที่ไหล่ผมเบาๆ "ใครส่งมาเหรอครับ?"
ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับไทม์ ความลังเลและความสับสนตีรวนอยู่ในอกจนจุกแน่นไปหมด ปากอ้าพะงาบๆ จะเอ่ยตอบ แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ลำคอ
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นไปกับทุกความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้นะครับ
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 12
สายฝนกับความรู้สึกที่ก่อตัว
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!