ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 20

ความเงียบที่ดังที่สุด

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้ายังทำหน้าเหมือนปลาทองขาดออกซิเจนแบบนั้นอีกสามวินาที ผมจะถือว่าคุณอยากชวนผมนับดาวริมระเบียงยาวจนถึงเช้าจริง ๆ นะครับ วิน" เสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยิ้มพรายดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่กดทับเรามานานนับนาที ไทม์ไม่ได้ขยับตัวหนีไปไหน เขายังคงยืนซ้อนอยู่ด้านหลังในระยะประชิด ชนิดที่ไอร้อนจากร่างกายของอีกฝ่ายแผ่ซ่านทะลุกระเป๋าเสื้อฮู้ดบาง ๆ ของผมจนแผ่นหลังร้อนผ่าว หัวใจเจ้ากรรมก็เต้นโครมครามรากับมีใครเอาวงกลองมาตีประโคมอยู่ข้างหู ผมอ้าปากค้าง จะอ้าปากด่าแต่คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ ความเขินอายตีรวนขึ้นมาจุกอกจนพูดไม่ออกสักคำเดียว ให้ตายเถอะ... นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรวะเนี่ย! ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินเมื่อกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจาง ๆ เจือกลิ่นอายดินหลังฝนตกจากตัวของไทม์ยังคงลอยวนอยู่รอบตัว ร่างกายมันแข็งทื่อไปหมด ปลายนิ้วที่กำชายเสื้อตัวเองแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด สมองประมวลผลช้ากว่าปกติไปเป็นล้านเท่า "หลบไปเลยนะไอ้บ้าไทม์!" สุดท้ายผมก็เลือกวิธีแก้เขินแบบสิ้นคิดด้วยการใช้ข้อศอกกระแทกไปด้านหลังเต็มแรง พร้อมกับก้าวพรวด ๆ หนีออกห่างจากระเบียงห้องพักโฮมสเตย์ริมดอยแบบไม่คิดชีวิต "โอ๊ย! มือหนักเป็นบ้าเลยนะครับคุณบล็อกเกอร์ รังแกตากล้องหน้าตาดีแบบนี้ ระวังจะหาคนถ่ายรูปมุมสวย ๆ ให้ไม่ได้อีกนะ" ไทม์แกล้งทำเป็นกุมอกร้องโอ๊ยสำออย ทั้งที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากนั่นฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังสนุกกับการเห็นผมสติหลุดแค่ไหน ผมหันกลับไปถลึงตาใส่ ยืนกอดอกพยายามทำตัวให้ดูน่าเกรงขามที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าพวงแก้มทั้งสองข้างมันจะร้อนผ่าวจนแทบระเบิดออกมาเป็นโกโก้ร้อนอยู่แล้วก็ตาม "ใครใช้ให้เธอมาเดินยุ่มย่ามข้างหลังล่ะ! แล้วเมื่อกี้... ใครอนุญาตให้พูดจา, ให้พูดจาแบบนั้นหะ!" "แบบไหนเหรอครับ?" ไทม์เอียงคอถามด้วยสีหน้าซื่อ(แกมกวน) ประกายตาคมกริบใต้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียงทอประกายพราวระยับราวกับดวงดาว "ผมพูดความจริงทุกประการนะ หรือว่า... คุณวินกำลังเขินผมอยู่กันแน่ครับ?" จังหวะนั้นเอง... โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ คำพูดกวนประสาทที่ควรจะมีเสียงโต้เถียงกลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก เมื่อไทม์ก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกครั้งด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ เขาร่นระยะห่างระหว่างเราจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง แววตาขี้เล่นเมื่อครู่จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความลึกซึ้งบางอย่างที่อ่านไม่ออก ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด... มันคือ "ความเงียบที่ดังที่สุด" ชนิดที่เสียงหัวใจของคนสองคนดังกลบสรรพเสียงรอบกายจนหมดสิ้น เราสบตากัน ดวงตาคู่นั้นของไทม์สะท้อนภาพเงาของผมที่กำลังยืนตัวเกร็ง ไร้ซึ่งคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของทั้งคู่ ทุกถ้อยคำที่เตรียมจะเถียง ถูกกลืนหายไปในห้วงเวลาที่เหมือนถูกยืดออกอย่างไร้กำหนด มันเป็นจังหวะสบตาที่ยาวนานจนน่าประหลาด และทรงพลังเสียจนผมลืมวิธีหายใจ ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้ข้ออ้างของการเป็น "คู่กัด" เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง มือใหญ่ของไทม์ค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆ ราวกับกลัวว่าผมจะตกใจ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะเบา ๆ ที่ปอยผมซึ่งตกลงมาปรกหน้าผากของผม เขี่ยมันออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนก แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลในอกของผม ผมยืนนิ่งเป็นหิน ปล่อยให้เขากระทำโดยไม่ขัดขืน ไม่ใช่เพราะขยับไม่ได้... แต่เพราะสมองมันสั่งการว่า *อย่าขยับ* "วิน..." เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดรินอยู่ตรงต้นคอทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "บางที... เราอาจจะไม่ต้องหาเหตุผลมารองรับทุกความรู้สึกหรอกมั้งครับ" ตึง! เหมือนมีฆ้อนยักษ์มาทุบเข้าที่กลางอก ความหมายระหว่างบรรทัดในประโยคของไทม์พุ่งชนความรู้สึกของผมอย่างจัง ดวงตาของเรายังคงประสานกันนิ่งนาน ท่ามกลางบรรยากาศหนาแน่นของความรู้สึกที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากทำลายมันลง ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความจากสมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ใกล้หัวเตียงดังขึ้นทำลายความเงียบราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูหนาว ผมสะดุ้งสุดตัวผละถอยหลังออกจากไทม์ทันทีราวกับโดนไฟลวก หายใจหอบถี่ด้วยความตกใจ ขณะที่ไทม์ถอนหายใจยาวออกมาเบา ๆ อย่างนึกเสียดาย ก่อนจะยอมลดมือลงแล้วเสมองไปทางอื่นเพื่อปรับอารมณ์ ผมเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยมือที่ยังสั่นเทา หน้าจอแสดงข้อความแชตจากกลุ่มไลน์ "ทริปนี้รอดตาย" ที่มีจีจี้เป็นตัวชงหลัก **จีจี้:** *อุ๊ยตายวายป่วง! รูปที่ฉันแอบถ่ายพวกแกยืนมองตากันริมระเบียงเมื่อกี้... คือเดอะเบสท์มากแกรรร! ส่งลงกลุ่มสาธารณะดีไหมนะ หรือจะเก็บไว้แบล็กเมลดีคะคุณวิน?* ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบกดพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วเพื่อระงับภัยพิบัติ **วิน:** *ห้ามส่งนะอีจี้! แกกล้าส่งฉันตัดเพื่อนกับแกแน่!* **จี้จี้:** *อุ๊ย กลัวจังเลยค่าคุณชาย แต่เอ๊ะ... ทำไมพิมพ์ตอบเร็วจัง หรือว่าเขินจนตัวแตกไปแล้ว สารภาพมาซะดี ๆ ว่าสองคนนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่!* ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับความปากโป้งของเพื่อนสนิท ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของตากล้องหนุ่มสายปั่นที่ยืนกอดอกพิงผนังห้อง ส่งยิ้มมุมปากกลับมาให้อย่างรู้ทัน "เพื่อนคุณดูจะสนุกมากเลยนะครับ" ไทม์เลิกคิ้วแซว "หุบปากไปเลยนะ!" ผมค้อนใส่หนึ่งวงใหญ่ แต่หัวใจเจ้ากรรมดันทรยศด้วยการเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ทว่า ในวินาทีที่ผมกำลังจะหันหลังหนีความเขินอายไปจัดการกับยัยจีจี้ในแชต หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือก็สั่นครืดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความใหม่จากคนที่ยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงก้าว... ไทม์ส่งข้อความเข้ามาในแชตส่วนตัวของผมเอง **Time:** *ถ้าเขินมาก... มาซบไหล่ผมได้เสมอนะครับ ไม่คิดค่าบริการเพิ่ม* ผมก้มมองหน้าจอ อ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา รอยยิ้มบาง ๆ หลุดออกมาจากมุมปากโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของยอดดอย ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับไทม์อีกครั้ง เตรียมจะพิมพ์ด่าหรือส่งสติกเกอร์หน้าคว่ำใส่สักชุด แต่ทว่า... ไทม์กลับไม่ได้มองหน้าจอโทรศัพท์ เขาจ้องมองมาที่ผมตรง ๆ ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต พร้อมกับเสียงกระซิบเบา ๆ ที่ดังลอดริมฝีปากออกมาโดยไม่ต้องพึ่งแชต "ไม่ต้องพิมพ์ตอบหاรอกครับ... อ่านสายตาผมตอนนี้เอาเองดีกว่า ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับพวกเรานะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%