"ถ้าจับฉลากได้ชื่อวินแล้วทำหน้าบึ้งใส่ผมอีกรอบนะ ผมจะปรับเงินหน้างานข้อหาทำให้บรรยากาศค่ายเสียรสชาติ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววหยอกเย้าดังขึ้นทันทีที่กระดาษแผ่นเล็กถูกดึงออกจากกล่องทึบแสง ไทม์ยืนกอดอกพิงเสาไม้สนของศาลาพักแรม แว่นตากันแดดถูกดันขึ้นไปเก็บบนกลุ่มผมสีเข้มเผยให้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ รอยยิ้มที่ต่อให้ผมพยายามเบือนหน้าหนีไปมองวิวยอดสนฝั่งตรงข้ามมากแค่ไหน มันก็ยังตามมาหลอกหลอนในเรตินาอยู่ดี
ให้ตายเถอะ... นี่พวกมันร่วมมือกันวางแผนล็อกผลจับฉลากใช่ไหมครับ?
ทำไมกระดาษแผ่นที่ไทม์ถืออยู่ในมือถึงมีชื่อ 'วิน' เขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยของยัยจีจี้แป๊ะๆ แบบนั้นล่ะ!
"นายเลוףพูดมากแล้วมาจับของฝั่งฉันบ้างเถอะน่า" ผมสะบัดเสียงใส่เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่เริ่มลามเลียบริเวณใบหู มือบางควานลงไปในกล่องกระดาษลังที่ถูกตกแต่งด้วยธีมลูกเสือชาวค่ายอย่างลวกๆ ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นสุดท้ายที่เหลืออยู่ขึ้นมาคลี่ออกด้วยความหงุดหงิด
*ภารกิจที่ 3: ตามหาความจริงหลังม่าน*
ผมขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่อ่านข้อความในกระดาษจบ มันไม่ใช่ชื่อฐานกิจกรรมปกติเหมือนชาวบ้านเขา แต่เป็นประโยคคำใบ้ประหลาดที่ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อช่วงบ่ายก่อนหน้านี้... เหตุการณ์ที่ผู้หญิงท่าทางร้อนรนคนนั้นวิ่งเข้ามาหาไทม์ พร้อมกับกระซิบอะไรบางอย่างที่ผมไม่มีสิทธิ์ได้ยิน
"ตามหาความจริงหลังม่านอะไรของพวกมันวะเนี่ย" ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณลานกว้างของรีสอร์ทกลางป่าใหญ่ ที่ตอนนี้กลุ่มเพื่อนตัวดีกำลังแยกย้ายกันไปทำภารกิจคู่ของตัวเองด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง
"อยากรู้ไหมล่ะครับว่าหลังม่านที่ว่ามันคืออะไร" ไทม์ก้าวเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นไอแดดธรรมชาติลอยเข้าแตะจมูกจนผมต้องถอยหลัง1ก้าวตามสัญชาตญาณ "ถ้าอยากรู้ ก็เดินตามผมมาดีๆ ครับ คุณบล็อกเกอร์คนเก่ง อย่าลืมนะว่าเราเป็น 'บัดดี' กันแล้ว"
คำว่า 'บัดดี' ลากเสียงยาวด้วยความหมั่นไส้จนผมอยากจะยกเท้าขึ้นไปยันสักทีสองที แต่ติดที่ว่าสายตาของยัยจีจี้ที่แอบหลบมุมอยู่หลังพุ่มไม้กำลังถือมือถือถ่ายคลิปวิดีโอพร้อมทำมือเป็นสัญญลักษณ์สู้ตายส่งมาให้อย่างออกนอกหน้า ถ้าผมแสดงอาการง้องแง้งใส่ไทม์ตอนนี้ มีหวังคลิปประจานคงว่อนแชตกลุ่มก่อนพระอาทิตย์ตกดินแน่ๆ
"เออ! เดินนำไปเลยน่า อย่าเดินเร็วเกินไปก็แล้วกันขาฉันสั้น!" ผมบ่นกระpơดกระpơดก่อนจะสาวเท้าเดินตามแผ่นหลังกว้างของตากล้องหนุ่มที่ตอนนี้สวมเสื้อฮู้ดสีเขียวขี้ม้ากลมกลืนกับบรรยากาศป่าเขา
เส้นทางเดินเท้าพาลัดเลาะผ่านสวนหย่อมด้านหลังของอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ไม่ได้ใช้งานนานแล้ว ผนังปูนเปลือยถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเขียวครึ้ม หน้าต่างกระจกบานใหญ่สะท้อนภาพเงาของพวกเราสองคนที่เดินเคียงคู่กันไปท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลอดผ่านร่มไม้ลงมาเป็นลำแสงสีทองระยิบระยับ
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนได้ยินเสียงใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้าและเสียงลมหายใจของกันและกัน ไทม์ไม่ได้พูดอะไรอีก เขายังคงเดินนำหน้าด้วยท่าทางสบายๆ แต่ทว่ามือข้างหนึ่งกลับเอื้อมมาคว้าชายเสื้อแจ็คเก็ตของผมไว้หลวมๆ เพื่อกันไม่ให้ผมเดินสะดุดรากไม้ข้างทาง
สัมผัสอุ่นจัดที่ส่งผ่านเนื้อผ้าทำให้ผมต้องเหลือบมองแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดในอก... มันเป็นความใส่ใจแบบเนียนๆ ที่ไทม์ชอบทำเสมอเวลาที่เขาเห็นว่าผมกำลังเหนื่อยหรือเกือบจะเดินสะดุดอะไรสักอย่าง ผู้ชายคนนี้มักจะมีมุมที่ทำให้คนอื่นใจเต้นแรงได้โดยที่เจ้าตัวอาจจะไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ
"ถึงแล้วครับ"
ไทม์หยุดเดินกะทันหันจนผมเกือบจะชนเข้ากับแผ่นหลังของเขาเต็มแรง มือหนาดันบานประตูไม้เก่าๆ ที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่งให้เปิดออก เสียงบานพับขึ้นสนิมดังเอี๊ยดอ๊าดบาดหูในความเงียบ
ภายในห้องโถงกว้างที่ควรจะเป็นห้องเก็บอุปกรณ์เก่า กลับถูกจัดแต่งใหม่ด้วยผืนผ้าใบสีขาวขนาดยักษ์ขึงกั้นกลางห้องเอาไว้ตามโจทย์ 'หลังม่าน' ที่ระบุไว้ในกระดาษภารกิจ บนพื้นห้องมีโพลาลอยด์นับร้อยใบถูกโปรยกระจายไว้ราวกับทางเดินแห่งความทรงจำ
ผมก้าวเท้าเข้าไปในห้องด้วยความระมัดระวัง สายตากวาดมองรูปถ่ายแต่ละใบที่ถูกแปะเรียงรายบนผนังและพื้น... รูปถ่ายทริปต่างๆ ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มออกเดินทางด้วยกัน ภาพเผลอๆ ตอนที่ผมกำลังนั่งกินไอศกรีมด้วยความหงุดหงิด ภาพที่ไทม์แอบถ่ายตอนผมนอนหลับบนรถไฟ หรือแม้แต่ภาพรอยยิ้มแรกที่ผมเผลอหลุดออกมาในทริปนั้น
หัวใจของผมกระตุกวูบ รูปพวกนี้... ถูกเก็บรักษาและล้างออกมาอย่างดี ทุกๆ ช่วงเวลาที่เราเคยผ่านมาด้วยกันถูกบันทึกไว้ในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้
"นาย..." ผมหันกลับไปมองคนข้างกายด้วยความรู้สึกที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ คำถามมากมายอัดแน่นอยู่เต็มอกแต่ไม่มีคำพูดไหนหลุดออกมาสักคำ
ไทม์ไม่ได้ตอบคำถาม เขาก้าวเข้าไปยืนอยู่หลังผืนผ้าใบสีขาวตัวใหญ่ เงาของร่างสูงทอดผ่านเนื้อผ้าบางเบาออกมาให้เห็นชัดเจน ก่อนที่เสียงทุ้มกังวานจะเอ่ยขึ้นผ่านความเงียบ
"วิน จำผู้หญิงคนที่วิ่งมาหาผมเมื่อตอนบ่ายได้ไหมครับ"
ผมพยักหน้ารับช้าๆ แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น "อืม... ทำไมเหรอ เธอเป็นใคร?"
"เธอไม่ได้มีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรอกครับ..." ไทม์เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นจนผมต้องก้าวเข้าไปใกล้ผืนผ้าใบอีกนิด "แต่เธอเป็นคนช่วยผมจัดเตรียมเซอร์ไพรส์นี้ต่างหาก...เซอร์ไพรส์สำหรับคนปากแข็งที่ชอบทำเป็นเก่งแต่ขี้โวยวายไปเรื่อย"
สิ้นคำพูดนั้น เงาของไทม์หลังผืนผ้าใบก็ค่อยๆ ขยับตัว มือข้างหนึ่งเอื้อมไปดึงเชือกที่ผูกยึดผ้าใบไว้ออก ผืนผ้าสีขาวผืนใหญ่หลุดร่วงลงมากองกับพื้น เผยให้เห็นภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่ถูกซ่อนอยู่ด้านหลัง
มันคือรูปภาพของผม... ที่กำลังยืนยิ้มกว้างท่ามกลางแสงอาทิตย์ตกดินที่เกาะเสม็ดในวันแรกที่พวกเราเจอกัน ลายเส้นและรายละเอียดมีความประณีตบรรจงจนแทบไม่น่าเชื่อว่าตากล้องสายปั่นอย่างไทม์จะมีฝีมือทางด้านศิลปะซ่อนอยู่ด้วย
และที่มุมขวาล่างของภาพ มีตัวอักษรลายมือบรรจงเขียนไว้สั้นๆ แต่ชัดเจนว่า...
*"ทริปนี้มีกฎห้ามตกหลุมรัก... แต่ผมคงแหกกฎนั้นตั้งแต่วินแรกที่เห็นรอยยิ้มของคุณแล้วล่ะครับ วิน"*
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ด้านนอกกลายเป็นเสียงเดียวที่ได้ยินในโสตประสาท ใบหน้าของผมร้อนผ่าวขึ้นมาจนลามไปถึงต้นคอ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ
ไอ้บ้านี่... มันเล่นไม้ตายนี้เลยเหรอวะ!
ผมอ้าปากพะงาบๆ จะเอ่ยคำด่าทอหรือคำโวยวายกลบเกลื่อนความเขินอายเหมือนอย่างเคย แต่ริมฝีปากกลับแข็งค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับสถานการณ์ตรงหน้า มือไม้สั่นเทาจนต้องซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้
ไทม์เดินอ้อมผ่านซากผ้าใบตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันแค่เพียงเอื้อมมือ ดวงตาคมกู0ด์คู่นั้นมองตรงมาที่ผมด้วยความรู้สึกที่จริงจังเกินกว่าทุกครั้ง ไม่มีรอยยิ้มกวนประสาท ไม่มีคำพูดหยอกเย้า มีเพียงแววตาสั่นไหวที่รอคอยคำตอบบางอย่างจากคนตรงหน้า
"ไม่ต้องทำหน้าเหมือนแมวโดนจับได้ไล่ล่าขนาดนั้นหรอกครับวิน" ไทม์หัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลจนน่าโมโห "ผมไม่ได้บังคับให้คุณต้องตอบตอนนี้หارد... แต่แค่ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับ ว่าตั๋วเครื่องบินขากลับรอบหน้า..."
ตากล้องหนุ่มยื่นมือหนาออกมาตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่หลังมือของผมที่ซุกอยู่ในกระเป๋า ก่อนจะดึงมันออกมาถือไว้ด้วยความอ่อนโยน
"...เรายังจะนั่งเครื่องบินกลับมาด้วยกันในฐานะ 'คนรู้ใจ' หรือเปล่า?"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกแช่แข็ง ชั่ววินาทีนั้นความกลัวที่จะสูญเสียความเป็นอิสระ ความกลัวที่จะต้องเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนร่วมทางกลายมาเป็นคนพิเศษ ทลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวรากับกลองชุดในอก
ผมเม้มริมฝีปากแน่น หลบสายตาคมกู0ด์คู่นั้นวุ่นวายเพราะความเขินอายที่พุ่งทะยานจนเกินขีดจำกัด แต่ก่อนที่ผมจะได้อ้าปากพูดอะไรออกไป เสียงแจ้งเตือนข้อความจากมือถือในกระเป๋าเสื้อของไทม์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศโรแมนติกเสียก่อน
*Ping!*
ไทม์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ละสายตาจากผมมาชำเลืองมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาด้วยความรำคาญใจนิดๆ แต่พอเขาเห็นชื่อผู้ส่งบนหน้าจอ ร่างสูงก็ชะงักกึก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายและจริงจังเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ข้อความจากแชตกลุ่ม [ทริปนี้รอดตายแน่] เด้งขึ้นมาโชว์หราต่อหน้าต่อตา โดยฝีมือของยัยจีจี้ตัวแสบที่พิมพ์ข้อความทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ว่า...
*[JeejEE]: @Time @Win ด่วนมากพวกแก! รีบวิ่งกลับมาที่ลานกิจกรรมหลักเดี๋ยวนี้เลย! ตอนนี้พี่มาร์ค ไกด์นำเที่ยวรุ่นพี่คนนั้น... กำลังยืนถือดอกไม้ช่อใหญ่รอสารภาพรักกับวินอยู่หน้ากองไฟแล้วนะโว้ย!*
สิ้นสุดข้อความนั้น ไทม์เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ทันที ดวงตาคมกู0ด์ที่เคยอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายความหึงหวงและกรุ่นโกรธขึ้นมาอย่างชัดเจนจนน่ากลัว
"พี่มาร์คเหรอครับ?" ไทม์ทวนชื่อนั้นช้าๆ น้ำเสียงกดต่ำลงจนผมเสียวสันหลังวาบ รอยยิ้มมุมปากถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาทแบบเดิม... มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่พร้อมจะพุ่งชนทุกอุปสรรค "ดูท่าทาง... ภารกิจคู่ของเราคงต้องเปลี่ยนเป็นการไปเคลียร์พื้นที่สนามรบด่วนแล้วล่ะครับ วิน"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้เสมอนะครับ
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 14
ตัวชงระดับพระกาฬ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!