"ถ้าคุณคิดว่าจะยืนกอดอกทำหน้าเท่เป็นพระเอกเอ็มวีอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้า ผมคงต้องบอกว่าค่าห้องคืนนี้คุณเป็นคนจ่ายนะครับ ไทม์"
ผมเปิดประตูกระจกบานเลื่อนออกไปเผชิญหน้ากับความเย็นยามดึกของเมืองรองริมฝั่งโขง ลมหนาวระลอกใหญ่พัดกรรโชกเข้ามาปะทะร่างจนต้องยกมือขึ้นกอดอกตัวเองไว้บ้าง แต่อุณหภูมิภายนอกที่ลดต่ำลงยังไม่น่ากลัวเท่ากับระยะห่างระหว่างเราสองคนในตอนนี้ มันใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ และใกล้เกินกว่าจะหาข้ออ้างหลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาเหมือนอ่านความคิดของผมทะลุปรุโปร่ง
ร่างสูงที่ยืนพิงระเบียงอยู่เมื่อครู่ขยับตัวตรงอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มักจะปรากฏอยู่บนมุมปากเสมอในยามที่เขาต้องการกวนประสาทผมถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังจนน่าตกใจ ไทม์ไม่พูดอะไรสักคำ เขาเพียงแค่ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละก้าว จนผมต้องถอยหลังโดยอัตโนมัติ—กระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับขอบระเบียงเหล็กดัดอย่างไร้ทางหนี
"ไม่ได้คิดจะเป็นพระเอกเอ็มวีหรอกครับ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน "แต่ถ้าเป็นพระเอกในใจคุณ... อันนี้ก็น่าลองคิดดูเหมือนกันนะ"
"นี่คุณ! เริ่มต้นดึกๆ แบบนี้ด้วยมุกเลี่ยนๆ อีกแล้วเหรอครับ บอกไว้ก่อนนะว่าผมไม่มีอารมณ์มาเล่นด้วย" ผมเบี่ยงหน้าหนีไปทางแม่น้ำโขงเบื้องล่าง พยายามซ่อนความร้อนผ่าวที่พุ่งขึ้นมาถึงใบหูอย่างสุดชีวิต ทั้งที่รู้ว่าในความมืดสลัวนี้ แสงไฟนีออนจากฝั่งตรงข้ามคงช่วยประจานความเขินอายของผมให้เขาเห็นหมดแล้ว
"แล้วตอนที่นั่งมองมือถือแล้วถอนหายใจอยู่คนเดียวนั่น... มีอารมณ์จะคุยกับผมบ้างไหมล่ะครับ วิน"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับมามองค้อนใส่คนตัวสูงที่ตอนนี้โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน รัศมีอันตรายจากตัวไทม์กำลังทำให้ผมขาดอากาศหายใจ ทว่าลึก
ลงไปในความอึดอัดนั้น หัวใจกลับเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล
"ใครถอนหายใจครับ ผมเปล่าสักหน่อย อย่ามามั่ว"
"เปล่าเหรอ? แล้วที่แชตค้างไว้สามสิบบรรทัดแต่พิมพ์แล้วลบ พิมพ์แล้วลบนั่น... คิดจะสารภาพรักอะไรผมหรือเปล่าครับ ถึงได้ลบเร็วนัก" ไทม์ยิ้มมุมปาก ดวงตาพราวระยับราวกับเด็กน้อยที่จับผิดความลับของเล่นชิ้นโปรดได้ "เสียดายจัง ผมแคปหน้าจอไว้ไม่ทัน ไม่งั้นคงเอามาเปิดอ่านให้ฟังดังๆ ใต้แสงจันทร์ตอนนี้แน่ๆ"
"ไทม์! คุณนี่มัน... โรคจิตชัดๆ!" ผมโวยวายพร้อมกับยกมือขึ้นผลักอกกว้างของเขาออกห่าง แต่มีหรือที่คนตัวโตกว่าจะสะเทือน เขากลับฉวยจังหวเหล่านั้นรวบข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้ด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย แล้วตรึงมันไว้กับขอบระเบียงเบาๆ
ไม่ใช่การกระทำที่รุนแรง... แต่มันคือการพันธนาการที่ทำให้ผมขยับไปไหนไม่ได้เลยต่างหาก
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความกวนประสาทเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด เสียงสายน้ำไหลเอื่อยและเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบกายราวกับถูกปิดสวิตช์ เหลือเพียงเสียงหัวใจของผมเองที่เต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
ไทม์ก้มลงมองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความขี้เล่นถูกแทนที่ด้วยความลึกซึ้งที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ นิ้วมืออีกข้างของเขาค่อยๆ เอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาปรกหน้าผากผมออกอย่างเบามมือ สัมผัสนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนจนพาลทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดشื้อๆ
"วิน... รู้ไหมว่าทำไมผมถึงยอมแบกเป้ตามคุณมาทุกหมุดหมาย ตั้งแต่เหนือสุดแดนสยามลงมาถึงริมโขงนี่" เสียงของเขาเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับชัดเจนก้องอยู่ในใจผม
ผมเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมตอบคำถามนั้น แต่สายตากลับฟ้องความสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด
"เพราะผมไม่อยากเป็นแค่นักท่องเที่ยวร่วมทริป ที่สุดท้ายก็แยกย้ายกันไปคนละทางเมื่อจบทริปไงครับ" ไทม์ระบายยิ้มจางๆ แววตาสะท้อนภาพเงาของผมไว้อย่างชัดเจน "ผมอยากเป็นคนที่ได้เดินทางร่วมกับคุณไปเรื่อยๆ... ในทุกๆ ที่ที่คุณอยากไป และทุกๆ วันหลังจากนี้ด้วย"
คำสารภาพที่ไร้ซึ่งคำว่ารักโดยตรง แต่กลับทรงพลังและกินใจยิ่งกว่าคำพูดหวานเลี่ยนใดๆ ในโลก ทำเอาภูมิต้านทานที่ผมสร้างไว้พังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกอัดอั้น ความลังเล และความกลัวที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมทาง ถูกความอบอุ่นของคนตรงหน้าละลายหายไปจนหมดสิ้น
นี่คือวินาทีตัดสินใจ... วินาทีที่ผมต้องเลือกระหว่างการกอดความเย่อหยิ่งของบล็อกเกอร์ปากแข็งไว้ หรือยอมรับหัวใจตัวเองที่ตกหลุมรักตากล้องสายปั่นคนนี้เข้าเต็มเปาแล้ว
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก, รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แล้วหลุดปากพูดประโยคที่ทำให้ไทม์ชะงักค้างไปทันที
"ถ้าอยากเป็นคนเดินทางร่วมกันตลอดไป... คุณต้องสัญญามาก่อนนะครับว่า..."
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงในห้องนอนดังขึ้นตัดจังหวะความเงียบ ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังลุ้นระทึก ไทม์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจที่จังหวะชีวิตช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย เขากำลังจะโน้มใบหน้าลงมาปิดปากผมที่กำลังเอ่ยเงื่อนไข
ทว่า เมื่อผมเหลือบสายตาผ่านไหล่กว้างของเขาเข้าไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาในความมืด ข้อความจากแชตกลุ่ม "ทริปนี้รอดตาย" ที่ส่งตรงมาจากจีจี้เพื่อนสนิทตัวแสบ ก็ทำให้ผมต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด—
[จีจี้: วิน! แกอย่าเพิ่งยอมมันนะเว้ย! ฉันเพิ่งรู้ความจริงว่าไทม์มันแอบวางแผนกับทัวร์เรื่องเซอร์ไพรส์ขอแกเป็นแฟนตั้งแต่ก่อนเริ่มทริปแล้วย่ะ! อีตานี่มันวางแผนแกงแกมาตั้งแต่กรุงเทพฯ แล้วโว้ย!]
ไทม์ชะงักก้าวที่กำลังจะโน้มตัวลงมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจ แข็งค้างไปในทันทีเมื่อเห็นสายตาจับผิดที่แปรเปลี่ยนเป็นความหมั่นเขี้ยวขั้นสุดของผมที่ส่งกลับไป
ผมยิ้มหวานหยดให้ร่างสูงที่ตอนนี้เหงื่อตกพลั่กโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกระซิบเสียงลอดไรฟันด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู
"ไหนคุณลองอธิบายเรื่องแผนการจากกรุงเทพฯ ให้ผมฟังหน่อยซิครับ... คุณตากล้องเจ้าเล่ห์!"
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้คู่กัดคู่นี้มาจนถึงตอนนี้นะครับ
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 27
วินาทีตัดสินใจ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!