"เลิกมองกล้องแล้วหันมามองหน้าผมสักทีได้ไหมครับ คุณบล็อกเกอร์ปากแข็ง"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความจริงจังแบบที่ร้อยวันพันปีจะไม่ค่อยได้ยินดังขึ้น ทำเอาปลายนิ้วที่กำลังกดเช็กภาพในกล้องของผมถึงกับชะงักกึก ผมแกล้งทำเป็นหูทวนลม ก้มหน้าก้มตาเลื่อนดูรูปวิวภูเขาเบื้องหน้าผ่านจอ LCD ขนาดสามนิ้ว ทั้งที่หัวใจเจ้ากรรมมันเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่แล้ว บรรยากาศบนดาดฟ้าของโฮมสเตย์ยามค่ำคืนนี้หนาวเหน็บจนลมหายใจเป็นไอขาว แต่ไอร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มของผมตอนนี้ มันไม่ได้มาจากสภาพอากาศรอบตัวเลยสักนิด
นี่คือตอนที่ 28 ของการเดินทาง... และผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะแพ้ราบคาบให้กับตากล้องหน้ามึนคนนี้เข้าจริงๆ
"รูปเซ็ตนี้สวยดีออก นายจะเรื่องมากไปทำไมไทม์" ผมพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง แต่วิถีชีวิตของคนซวยมักจะเป็นแบบนี้เสมอครับ ถอยหลังไปได้แค่ก้าวเดียว แผ่นหลังของผมก็ชนเข้ากับราวระเบียงไม้ไผ่เข้าอย่างจัง และก่อนที่ผมจะได้หาทางหลบหนี ร่างสูงโปร่งของคนที่ถือวิสาสะเรียกผมเมื่อครู่ก็ก้าวเข้ามาประชิด ใช้แขนแกร่งทั้งสองข้างค้ำยันราวระเบียงไว้ เป็นการกักตัวผมไว้ตรงกลางโดยสมบูรณ์
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นอายความหนาวของธรรมชาติลอยเข้าแตะจมูก สมองของผมประมวลผลช้าลงไปถนัดตา
"ผมไม่ได้หมายถึงรูปในกล้องครับ... ผมหมายถึงตัวจริง" ไทม์ก้มหน้าลงมามองผม สายตาคมกริบที่มักจะใช้มองผ่านช่องมองภาพเพื่อจับผิดหรือแกล้งผมมาตลอดหลายสัปดาห์นี้ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย ไม่มีรอยยิ้มกวนประสาท ไม่มีมุกแป้กๆ ที่เตรียมมาอำให้ผมหัวร้อน มีเพียงความนิ่งงันที่ทรงพลังจนผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ
"นาย... นายเป็นอะไรเนี่ย กินยาผิดซองเหรอ" ผมแกล้งเฉไฉ ทำเป็นหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนความประหม่า พร้อมกับยกมือขึ้นดันอกอีกฝ่ายเบาๆ แต่มันก็เหมือนกับการผลักกำแพงหิน ไทม์ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายเขายังขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเราแทบจะชนกัน
"วิน..." น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาลง แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของค่ำคืน "ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เราเดินทางด้วยกัน แย่งกันกิน แย่งกันถ่ายรูป เถียงกันเรื่องเส้นทาง... รู้ไหมครับว่ามีอยู่ประโยคเดียวในโลกที่ผมไม่อยากพูดมากที่สุด"
ผมเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก จีจี้ที่นั่งอยู่ไกลออกไปตรงโต๊ะมุมห้องคงกำลังแอบมองอยู่แน่นอน แต่เชื่อเถอะครับว่าตอนนี้ต่อให้โลกล่มสลายตรงหน้า ผมก็ไม่มีสติพอจะไปสนใจเพื่อนตัวแสบคนนั้นอีกแล้ว
"ประโยคอะไรล่ะ..." ผมถามเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว
"ประโยคที่ว่า... *เราเป็นแค่เพื่อนร่วมทริปกัน*" ไทม์เว้นจังหวะ สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม ราวกับจะพยายามค้นหาคำตอบทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ข้างใน "ผมไม่อยากเป็นแค่นั้นแล้วครับวิน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนเบื้องล่าง สมองของผมขาวโพลน คำพูดจิกกัดร้อยแปดพันเก้าที่เคยเตรียมไว้ใช้สวนกลับหายเกลี้ยงอย่างไร้ร่องรอย นี่คือการสารภาพรักที่ไร้ซึ่งความกวนประสาทใดๆ ทั้งสิ้น มันคือความจริงจังที่ดิบและตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้เคยแสดงออกมา
"นาย..." ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "นายพูดบ้าอะไรเนี่ย..."
"ผมไม่ได้บ้าครับวิน" ไทม์ระบายยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาท แต่มันช่างอบอุ่นและจริงใจจนผมแทบละลาย "ผมชอบคุณ... ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณโวยวายใส่ผมเรื่องแย่งที่นั่งบนรถไฟแล้วล่ะครับ คุณเป็นคนเดินทางที่น่ารำคาญที่สุดในโลก แต่ก็เป็นคนเดียวที่ทำให้ผมไม่อยากละสายตาไปไหนเลย"
คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่งนั้น ทำให้โลกทั้งใบของผมหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ ไอ้คนกวนประสาทคนนี้... ทำไมถึงกล้าพูดจาเลี่ยนๆ แบบนี้ออกมาด้วยหน้าตายเฉยเมยได้นะ
ผมอ้าปากพะงาบๆ จะเถียง จะด่า หรือจะหาคำพูดอะไรสักอย่างมากลบเกลื่อนความเขินอายนี้ แต่ทว่า—
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันแชตในโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัวดังขึ้นทำลายความเงียบ ไทม์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจที่จังหวะเวลาช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย เขาถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งอย่างจำใจ เพื่อเปิดทางให้ผมได้หายใจหายคอ
ผมรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูด้วยมือที่ยังสั่นเทา ปรากฏว่าเป็นข้อความจากจีจี้ที่ส่งรูปแอบถ่ายช็อตที่เรายืนประจันหน้ากันเมื่อคร่าวพร้อมข้อความสั้นๆ ว่า: *"แหมมมม พ่อคนคูล สารภาพรักได้เลี่ยนมากกกก ให้กูอิจฉาหรอกำลังอินเนอร์นี้!"*
ใบหน้าของผมร้อนผ่าวยิ่งกว่าเก่าด้วยความเขินอายจนแทบจะระเบิดเป็นจุล ผมรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความลนลาน: *"ไอ้จี้ แกตายแน่!"* แต่เนื่องจากความรีบร้อนและนิ้วที่ยังสั่นระริก แทนที่ผมจะกดส่งในแชตส่วนตัวของเพื่อนตัวดี นิ้วเจ้ากรรมดันไปกดผิดพลาดส่งข้อความนั้นเข้ากลุ่มรวมที่มีไทม์อยู่ด้วย!
ความเงียบสงัดกลับมาเยือนอีกครั้ง...
ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ด้วยความรู้สึกเหมือนคนทำความผิดคาหนังคาเขา ดวงตาคมกริบของไทม์มองหน้าผมสลับกับหน้าจอโทรศัพท์ในมือของผม ก่อนที่มุมปากหยักจะได้รูปนั้นจะค่อยๆ ยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเลื้อยแบบที่ผมคุ้นเคย—รอยยิ้มกวนประสาทที่หายไปนานกลับมาเยือนอีกครั้งแล้วครับ
"อ๋อ..." ไทม์ลากเสียงยาวในลำคอ แววตาพราวระยับด้วยความขบขัน "เมื่อกี้ทำเป็นเขินอายจนพูดไม่ออก ที่แท้ก็กำลังคิดจะไปจัดการคนที่แอบถ่ายรูปเรานี่เองเหรอครับ คุณบล็อกเกอร์"
"นาย... นายเงียบไปเลยนะ!" ผมโวยวายหน้าดำหน้าแดง รีบซ่อนโทรศัพท์ไว้ข้างหลังราวกับเด็กทำความผิด
แต่ไทม์กลับไม่ยอมปล่อยให้ผมได้ตั้งตัว เขาก้าวเข้าประชิดตัวผมอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือผมเบื้องหลังอย่างนุ่มนวล ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้าที่ข้างแก้มของผม
"ไม่เงียบหรอกครับ..." เสียงกระซิบกระซอนกระชากวิญญาณดังชิดริมใบหู "ในเมื่อคุณเขินจนพิมพ์ผิดส่งเข้ากลุ่มขนาดนี้แล้ว งั้นเรามาเคลียร์เรื่องของเราให้มันจบๆ กันดีกว่า... ว่าสรุปแล้ว สถานะ 'คนรู้ใจ' ของผมเนี่ย ตกลงผ่านโปรหรือยังครับ คุณแฟน?"
ผมเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนอยู่บนยอดเขาเสียอีก และก่อนที่ผมจะได้อ้าปากปฏิเสธหรือตอบตกลง ไทม์ก็ฉวยโอกาสขโมยหอมแก้มผมไปฟอดใหญ่ท่ามกลางความมืดและลมหนาว...
ขอตัวไปกรี๊ดใส่หมอนแป๊บนะครับทุกคน!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้เสมอนะครับ
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 28
คำสารภาพแบบคนคูลๆ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!