"คุณแม่... เรียกผมเหรอครับ?"
เสียงทุ้มของไทม์ชะงักกึก หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของตากล้องหนุ่มสว่างวาบ เผยให้เห็นสายเรียกเข้าที่ระบุชื่อชัดเจนว่าเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของผมเอง ผมยืนแข็งทื่อเป็นหิน ขาชาดิ่งจนแทบไม่กล้าก้าวเข้าไปใกล้ท่ามกลางเสียงเพลงครึกครื้นของงานเทศกาลริมน้ำ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย? ไทม์รู้จักแม่ผมตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วทำไมแม่ถึงโทรหาหมอนี่ตอนที่เรากำลังยืนเถียงกันเรื่องแผนเดินทางในต่างแดนแบบนี้!
ผมพุ่งตัวเข้าไปแย่งโทรศัพท์ในมือเขาทันทีด้วยความลนลาน มือเล็กๆ ปัดป้องพัลวันจนเกือบทำเครื่องร่วงพื้น แต่ไทม์ไวเป็นกรด เขาชูแขนยาวๆ ขึ้นฟ้าโดยอาศัยความได้เปรียบเรื่องส่วนสูง ขณะที่ปากก็ยิ้มกริ่ม สายตาพราวระยับมองผมเหมือนเด็กกำลังดิ้นรน
"ใจเย็นก่อนสิครับคุณบล็อกเกอร์ ตัวแค่นี้ทำเป็นกระโดดโลดเต้น เดี๋ยวก็ตกน้ำไปหรอก" ไทม์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกดรับสายแล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ทันตั้งตัว
"(ไทม์ใช่ไหมลูก ถึงไหนกันแล้วล่ะนั่น... แม่เห็นในสตอรี่ว่าแวะไปงานเทศกาลแถว ริมคลองโบราณกันไม่ใช่เหรอ อย่าลืมดูแลน้องวินด้วยนะลูก ช่วงนี้เจ้าตัวเล็กพยศน่าดูเลยล่ะสิ)"
เสียงปลายสายที่คุ้นเคยดังลอดออกมาจากลำโพงชัดเจนแจ่มแจ้ง ร่างกายของผมแข็งค้างไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันว่านี่คือความฝันหรือความจริง แม่ผม... ไปสนิทสนมกับนายตากล้องจอมกวนคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมผมถึงไม่เคยรู้ระแคะระคายเลยสักนิด!
"เรียบร้อยดีครับคุณแม่ ตอนนี้กำลังเดินดูงานเทศกาลกันอยู่ครับ ส่วนเรื่องดื้อ... ไม่ต้องห่วงเลยครับ ผมกำลังปราบพยศให้อยู่ รับรองว่าเชื่องกลับไปแน่นอนครับ" ไทม์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นกันเอง ชนิดที่ผมฟังแล้วอยากจะกระโดดเตะก้านคอเขาสักทีให้หายหมั่นไส้
"(ดีมากจ้า งั้นแค่นี้ก่อนนะ แม่ไม่อยรบกวนละ เที่ยวให้สนุกนะลูก)"
ติ๊ด!
สายถูกตัดไปแล้ว แต่ความเงียบงันกลับก่อตัวขึ้นระหว่างเราสองคน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินเบียดเสียดกันในงานเทศกาลแสงสีเสียงตระการตา โคมไฟกระดาษนับร้อยดวงสะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ ลมหนาวพัดโชยมาปะทะผิวแก้วจนผมต้องหดคอหนีตามสัญชาตญาณ
ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กอดอกมองหน้าตากล้องหนุ่มด้วยแววตาคาดคั้น "อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะไทม์ นายไปสนิทกับแม่ฉันได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง!"
ไทม์เก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตอย่างใจเย็น เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกนิดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก "ความลับครับ... อยากรู้เหรอครับว่าทำไมคุณแม่ถึงไว้ใจส่งลูกชายตัวแสบมาให้ผมดูแลถึงต่างแดน"
"ใครลูกคุณแม่นาย! แล้วฉันไม่ใช่คนแสบด้วย!" ผมโวยวายเสียงเบาเพราะเกรงใจคนรอบข้าง พร้อมกับยื่นมือไปหยิกแขนเขาด้วยความหมั่นเขี้ยว ไทม์ไม่แม้แต่จะหลบ เขากลับหัวเราะร่วนอย่างชอบใจที่เห็นผมสติหลุดได้ขนาดนี้
"โอ๊ยๆ เจ็บนะครับคุณวิน มือหนักเป็นบ้าเลย..." ไทม์แกล้งทำเป็นซีดปากร้องโอ๊ยทั้งที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม "เอาเป็นว่า... ถ้าเดินตามผมมาดีๆ โดยไม่บ่น ไม่โวยวาย และเลิกทำหน้าบึ้งเหมือนตูดหม้อ ผมอาจจะยอมเล่าความจริงให้ฟัง... บนสะพานตรงโน้นก็แล้วกัน"
เขาพยักเพยิดหน้าไปทางสะพานไม้โบราณที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีส้มอบอุ่น ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเดินข้ามไปชมการแสดงพลุด้านหลัง งานเทศกาลท้องถิ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาไคลแม็กซ์ ผู้คนเบียดเสียดกันหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นทางเดินข้างหน้า
ก่อนที่ผมจะทันได้ปฏิเสธ ฝ่ามืออุ่นจัดของไทม์ก็เอื้อมมากุมมือผมไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน
สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วสัมผัสกันทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ ความอุ่นซ่านจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเย็นยามค่ำคืนอย่างรวดเร็ว ผมชะงักกึก เงยหน้ามองสบตาเขาผ่านแสงไฟสลัว ไวเท่าความคิด ผมพยายามจะบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม "นี่! ปล่อยนะ ใครอนุญาตให้จับมือเนี่ย คนมองเต็มไปหมด!"
"จับไว้เถอะน่า..." ไทม์กระซิบเบาๆ เสียงของเขาอ่อนโยนลงจนผมใจยวบ "คนเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวคุณก็หลงทางหรอก... มือเล็กนิดเดียว ทำไมดื้อจังนะเรา"
ประโยคนั้น น้ำเสียงนั้น และสัมผัสอุ่นๆ ที่แนบชิด ทำให้ความตั้งใจที่จะสะบัดมือหนีสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผมก้มมองมือของเราที่ประสานกันแนบแน่น ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงดนตรีพื้นบ้าน และกลิ่นหอมของอาหารท้องถิ่นลอยมาตามลม
มือของใคร... ทำไมถึงอุ่นขนาดนี้นะ
ความอบอุ่นนั้นไม่ได้มาจากอุณหภูมิร่างกายของเขาเพียงอย่างเดียว แต่มันทะลุทะลวงเข้ามาถึงความรู้สึกข้างในอกที่เต้นระรัวจนแทบจะกระเด็นออกมาข้างนอก ผมเม้มปากแน่น เดินตามแรงจูงของเขาไปเงียบๆ โดยลืมบทสนทนาคาใจเรื่องคุณแม่ไปเสียสนิท ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องก้มมองพื้นเพื่อหลบสายตาคมกริบที่หันมามองผมเป็นระยะพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน
เราเดินลัดเลาะผ่านซุ้มขายของพื้นเมือง จนกระทั่งขึ้นมาถึงจุดชมวิวบนสะพานไม้ที่ผู้คนเริ่มบางตาลง ไทม์หยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผมเต็มตา สายลมพัดผ่านเส้นผมของเขาปลิวไสวเล็กน้อย ดวงตาสองชั้นคู่นั้นสะท้อนแสงไฟระยิบระยับจากผืนน้ำเบื้องล่าง
"หายโกรธผมยังครับ?" ไทม์เอ่ยถามเสียงนุ่ม ข้อยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากข้อมือของผม
"ใครโกรธนาย... บ้าหรือเปล่า" ผมตอบอุบอิบ เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำ "ปล่อยมือได้แล้วมั้ง คนอื่นเขาหมดธุระจะจับแล้วล่ะมั้ง"
"อ้าวเหรอครับ..." ไทม์ลากเสียงยาวในลำคอ ก่อนจะกระชับมือที่จับอยู่ให้แน่นขึ้นอีกนิด จนปลายนิ้วของเราแนบชิดกันสนิทไร้ช่องว่าง "แต่ผมยังไม่หมดธุระนี่ครับ... คุณแม่ฝากฝากให้ผมดูแลคุณให้ดีตลอดทริปนี้นะครับคุณบล็อกเกอร์ เพราะฉะนั้น..."
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ข้างแก้มของผม หัวใจผมเต้นกระหน่ำรุนแรงราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างหู
"...หน้าที่ดูแลหัวใจคุณ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมขอรับผิดชอบเองนะครับ"
ตู้ม!
เสียงพลุดอกแรกในงานเทศกาลจุดขึ้นระเบิดแสงสว่างวาบบนท้องฟ้าสีครามเข้ม กลบเสียงทุ้มหวานที่เพิ่งกระซิบข้างหูจนหมดสิ้น แต่ข้อความนั้นกลับฝังแน่นอยู่ในโสตประสาทและหัวใจของผมอย่างชัดเจน
ผมอ้าปากค้าง สมองขาวโพลน คิดคำด่าหรือคำเถียงไม่ออกเลยสักคำเดียวในวินาทีนี้
และในจังหวะที่ผมกำลังจะอ้าปากประท้วงกลบเกลื่อนความเขิน หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของผมเองก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความแชตกลุ่มที่เด้งรัวไม่หยุด
จีจี้: [ชะนี! รูปที่แกเดินจับมือกับตากล้องหนุ่มบนสะพานเมื่อกี้... มีคนส่งมาให้ฉันดูในกลุ่มแฟนคลับแล้วนะเว้ย แกอธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยว่ามันคืออะไร!]
ผมก้มมองหน้าจอแชต แล้วเงยหน้าขึ้นมองตากล้องหนุ่มตัวแสบที่กำลังยืนยิ้มกริ่มรอคำตอบจากผม...
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 16
มือของใครอุ่นจัง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!