"จะกดยกเลิก... หรือจะปล่อยให้มันคาอยู่แบบนั้นล่ะครับคุณบล็อกเกอร์"
เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเจือรอยยิ้มกวนประสาทอยู่เสมอในยามปกติ ทว่าในวินาทีนี้กลับราบเรียบจนน่าใจหาย ไทม์ขยับตัวเข้ามาใกล้เสียจนระยะห่างระหว่างเราแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ลมหายใจ นิ้วเรียวยาวที่จ่ออยู่เหนือปุ่มลบข้อความในหน้าจอแชตไม่ได้สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เขากำลังรอ... รอให้ผมเป็นคนตัดสินใจว่าความลับที่ถูกพิมพ์ค้างไว้เมื่อครู่ จะถูกทำลายทิ้งหรือถูกเปิดเผยให้ประจักษ์แก่สายตา
ลมหายใจของผมสะดุดกึก สมองที่เคยประมวลผลเรื่องราวการเดินทางได้อย่างคล่องแคล่วกลับขาวโพลนราวกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตหลุดกลางป่าลึก กลิ่นหอมจางๆ จากเสื้อฮู้ดตัวโคร่งของคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ผสมกับกลิ่นไอป่าหลังฝนตก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวมันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ผมกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามดึงสติแล้วเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้รู้ดีว่าขาตัวเองกำลังสั่นพับๆ อยู่ใต้โต๊ะไม้สนก็ตาม
"นายจะลบก็ลบสิ... มาถามฉันทำไมเล่า มันเรื่องส่วนตัวของนายไม่ใช่หรือไง" ผมแสร้งทำเป็นเสียงแข็ง ทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมันทะลุเสื้อแจ็กเก็ตออกมา
ไทม์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มบางๆ ที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"เรื่องส่วนตัวเหรอครับ... ทั้งๆ ที่ข้อความเมื่อกี้ มันพิมพ์ชื่อผมอยู่เต็มสองตาเนี่ยนะ"
ให้ตายเถอะ! ผมอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะไม้ตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด ก็ไอ้ข้อความบ้านั่นดันเผลอพิมพ์ระบายความรู้สึกงี่เง่าตอนที่คิดว่าไทม์กำลังเดินไปซื้อกาแฟ แล้วจู่ๆ เจ้าตัวก็โผล่พรวดเข้ามาทางด้านหลังแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง ใครมันจะไปตั้งตัวทันกันเล่า!
บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารในรีสอร์ทกลางหุบเขาตอนนั้น มาคุเสียจนเพื่อนร่วมทริปที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปเริ่มสังเกตเห็น จีจี้ที่ปกติจะทำหน้าที่เป็นตัวชงมุกโบ๊ะบ๊ะประจำกลุ่ม ถึงกับหุบยิ้มฉับพลัน หล่อนกวาดสายตามองผมสลับกับไทม์ด้วยแววตาเลิกลั่ก ก่อนจะสะกิดแขนแฟนหนุ่มแล้วแกล้งทำเป็นลุกpเดินเลี่ยงไปหยิบน้ำดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์อย่างไร้เหตุผล เช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นๆ ในทริปที่ต่างพากันเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแซวหรือแม้แต่จะสบตา เพราะแรงกดดันจากรัศมีรอบตัวของคนทั้งคู่มันแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวหนาทึบ
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดยอดสนด้านนอกที่ดังหวีดหวิว
ไทม์ถอนหายใจเบาๆ เขายอมลดมือลงจากหน้าจอโทรศัพท์ แต่ไม่ได้กดยกเลิกข้อความนั้น ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่ผมด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มันไม่ใช่แววตาสนุกสนานยามที่เขาชอบแกล้งผมเหมือนทุกที แต่มันคือความจริงจังที่ทำเอาผมต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาเสียเอง
"ถ้าไม่อยากให้ผมอ่าน... งั้นเรามาตกลงกันดีๆ ดีไหมครับ" ไทม์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนสะพานเชือกที่ขาดรุ่งริ่ง
"ตกลง... เรื่องอะไรของนาย" ผมถามเสียงห้วน พยายามถอยหลังหนีจนสะโพกชนเข้ากับพนักเก้าอี้
"ก็เรื่องที่เราต่างคนต่าง 'ถอยห่างเพื่อทบทวน' กันอยู่นี่ไงครับ" ไทม์วางมือทั้งสองข้างลงบนพนักเก้าอี้ที่ผมนั่ง กักตัวผมให้อยู่ในอ้อมแขนกลายๆ "คุณคิดว่าการที่คุณทำเป็นตีตัวออกห่าง ทำเป็นไม่สนใจ แล้วก็หลบหน้าผมตลอดสามวันที่ผ่านมา มันช่วยให้คุณจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้ดีขึ้นจริงๆ เหรอครับ วิน"
ประโยคคำถามนั้นเหมือนหมัดฮุกตรงเข้ากลางกระเพาะ ผมอ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาสักคำ
ใช่... ตลอดสามวันที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในคืนรอบกองไฟที่ดอยหลวง ผมเป็นฝ่ายถอยออกมาก่อน ผมพยายามสร้างกำแพง ปลีกตัวไปคุยกับคนอื่น และหลีกเลี่ยงการอยู่ลำพังกับไทม์ เพราะความใกล้ชิดที่เกินเส้นคำว่า 'เพื่อนร่วมทริป' มันเริ่มกัดกินความมั่นคงในหัวใจผมทีละน้อย ผมกลัว... กลัวว่าตัวเองจะเผลอใจตกหลุมพรางความกวนประสาทแต่แสนดีของตากล้องคนนี้เข้าจริงๆ
"ฉันไม่ได้..." ผมจะปฏิเสธ แต่สายตาดุดันปนตัดพ้อของคนที่อยู่ตรงหน้าทำให้คำแก้ตัวทั้งหมดกลืนหายลงคอ
"อย่าโกหกเลยครับ วิน" ไทม์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม "คุณรู้อยู่แก่ใจว่าคุณกำลังกลัว... กลัวว่าความรู้สึกที่มันมากกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน มันกำลังจะควบคุมไม่ได้"
"แล้วมันแปลกมากรึไงเล่า!" สติที่อดทนอดกลั้นมานานขาดผึ่ง ผมตวัดสายตากลับไปจ้องเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว ความอึดอัดที่สะสมมาหลายวันระเบิดออกมาเป็นน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "คนเรามันก็ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไหมวะไทม์ จู่ๆ นายก็เข้ามาปั่นป่วนในชีวิตฉัน ทำนู่นทำนี่ให้ ทำเป็นห่วงเป็นใย ทั้งที่ความจริงเราก็แค่... นักท่องเที่ยวสองคนที่บังเอิญมาทริปเดียวกัน แล้วจะให้ฉันทำตัวยังไง ไh้มองหน้าเฉยๆ โดยที่หัวใจมันไม่รักดีเต้นแรงทุกครั้งที่นายยิ้มให้อย่างงั้นเหรอ!"
สิ้นเสียงของผม บริเวณรอบโต๊ะอาหารเงียบสนิทลงในทันที แม้แต่เสียงลมพัดก็ยังดูเหมือนจะเบาลง
ผมหอบหายใจเบาๆ หน้าชาไปหมด ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะความอายที่เผลอหลุดปากสารภาพความในใจออกไปจนหมดเปลือก น้ำตาเจ้ากรรมพาลจะเอ่อรื้นขึ้นมาดื้อๆ ให้ตายสิ นี่ผมพูดบ้าอะไรออกไปเนี่ย!
ไทม์นิ่งค้างไปสนิท ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่องรอยความกวนประสาทหายวับไปกับตา เหลือเพียงประกายความไหววับบางอย่างที่สะท้อนอยู่ในนั้น ความเงียบงันระหว่างเรายืดเยื้อราวกับเข็มนาฬิกาถูกหยุดเวลาไว้
เนิ่นนาน... ก่อนที่มุมปากของไทม์จะค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นทีละน้อย ไม่ใช่ยิ้มแบบเยาะ
เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด... เท่าที่ผมเคยเห็นมาตั้งแต่เริ่มออกเดินทางด้วยกัน
"ในที่สุด... ก็ยอมรับออกมาตรงๆ แล้วสินะครับ" ไทม์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงของเขานุ่มนวลจนหัวใจผมกระตุกวูบ
เขายื่นมือมาแตะเบาๆ ที่กลุ่มผมของผมแล้วขยี้มันอย่างหมั่นไส้ ก่อนที่นิ้วเรียวยาวนั้นจะเลื่อนลงมาสัมผัสที่ปลายคางของผม บังคับให้ผมเงยหน้าขึ้นรับสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"ถอยห่างเพื่อทบทวนน่ะ... มันใช้ไม่ได้ผลหรอครับ วิน" ไทม์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ข้างหู จนกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "เพราะต่อให้คุณจะวิ่งหนีไปสุดขอบโลก... ผมก็จะตามไปปั่นป่วนหัวใจคุณอยู่ดี"
ติ๊ง!
จังหวะนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับข้อความใหม่จากแอปพลิเคชันแชทที่เด้งขึ้นมาขัดจังหวะ ท่ามกลางความเงียบงันของทุกคนในกลุ่ม และก่อนที่ผมจะทันได้ดึงสติกลับมาจากสัมผัสอุ่นๆ ที่ปลายคาง ไทม์ก็เป็นฝ่ายหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นขึ้นมา กดส่งข้อความที่ค้างคาอยู่เมื่อครู่ด้วยมือข้างเดียวอย่างรวดเร็ว
ผมก้มมองหน้าจอที่สว่างขึ้นพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นข้อความล่าสุดที่เพิ่งถูกส่งออกไปหาตัวเอง...
*[Time]: "งั้นเปลี่ยนจากถอยห่าง... มาเป็นขยับเข้ามาเป็นแฟนกันเลยดีไหมครับ? (ส่งแล้ว ห้ามลบด้วย)"*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับพวกเขานะครับ
ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท•ตอนที่ 25
ถอยห่างเพื่อทบทวน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปนี้มีกฎ... ห้ามตกหลุมรักคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!