เสียงกระดาษปึกหนาถูกโยนกระทบลงบนพื้นผิวกระจกโต๊ะทำงานราคาแพง ดังปึก... จนน้ำชาในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมุกกระฉอกออกมาเล็กน้อย มันไม่ใช่ความรุนแรงที่เกิดจากโทสะอันไร้เหตุผล แต่เป็นความสิ้นหวังของผู้ชายที่จนมุม ซึ่งธันวาไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้ตนเองจะต้องมาถึงจุดที่ต้องแบกศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี มาวางไว้แทบเท้าของผู้หญิงคนที่เขาเคยเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
รินรดานั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ชุดสูทสีเทาเข้มเข้ารูปขับเน้นบุคลิกที่เปี่ยมด้วยความน่าเกรงขามและเยือกเย็น ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นสายตาบางเบาไม่ได้กะพริบลงเลยสักนิด ขณะที่เธอมองเอกสารหย่าร้างและข้อเสนอการแบ่งทรัพย์สินที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้า ข้อเสนอที่คนภายนอกคงมองว่ามันมากมายมหาศาลจนแทบจะพลิกชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน
แต่มันไม่มีค่าอะไรเลย... สำหรับคนที่เคยสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งลมหายใจของลูกในครรภ์
"คุณอ่านมันสักนิดเถอะ ริน" น้ำเสียงของธันวาแหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อย ผู้ชายที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกธุรกิจ ปัจจุบันกลับเหลือเพียงเงาของความอ่อนล้า ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของการอดนอนและความเจ็บปวดที่เขาไม่เคยอนุญาตให้ใครได้เห็น "ทุกอย่างในนั้น... ผมยกให้คุณทั้งหมด บริษัทในเครือ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่หุ้นส่วนตัวของผม... มันคือการชดใช้"
รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟังจนธันวาต้องหลบสายตา
"การชดใช้หรือคะ?" รินรดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังจนกดดันให้อากาศรอบตัวเหมือนจะเบาบางลง "คุณกำลังใช้เงินซื้อความรู้สึกผิดของตัวเองหรือคะ ธันวา คุณคิดว่าทุกหยดน้ำตาที่รินเคยหลั่งลงบนพื้นห้องแคบๆ ในวันที่คุณเซ็นใบหย่าโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า หรือความเจ็บปวดในวันที่รินแท้งลูกเพราะความเครียดและข้าวก้นบาตรความเย็นชาของคุณ... มันตีเป็นมูลค่าตัวเลขบนกระดาษพวกนี้ได้จริงๆ งั้นหรือคะ"
คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่ค่อยๆ พุ่งเข้าปักลงกลางใจของชายหนุ่ม ธันวารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ ขาวยาวก้าวไม่ออก ลำคอแหบผากจนกลืนน้ำลายแทบไม่ลง เขาจำได้ดี... วันนั้น วันที่เธอกำลังก้าวออกจากบ้านหลังใหญ่ด้วยกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว ในขณะที่บริษัทของครอบครัวเธอกำลังล้มละลาย และเขากลับเลือกที่จะยื่นซองเอกสารหย่าให้เธอเพื่อตัดภาระทางสังคม
เขามันโง่... โง่เง่าสิ้นดีที่คิดว่าเงินทองและความสำเร็จจะเยียวยาทุกอย่างได้ โดยหลงลืมไปว่าหัวใจที่ถูกทุบทำลายจนละเอียดไม่มีวันถูกประกอบกลับคืนมาด้วยความพยายามในวันที่สายเกินไป
"ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย..." ธันวากัดฟันแน่น มือหนากำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน พยายามสะ‑กดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่บริเวณลำคอ "แต่ริน... ให้โอกาสผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้งเถอะ ผมไม่ใช่ธันวาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ผมยอมรับว่าผมขาดคุณไม่ได้... บ้านหลังนั้นมันว่างเปล่าเกินไป ทุกที่ที่มีร่องรอยของคุณ มันมีแต่เสียงสะท้อนของความผิดบาปคอยหลอกหลอนผมทุกคืนวัน"
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันรอบตัวไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย เธอก้าวช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางที่คุ้นเคยเคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยในอดีต บัดนี้มันกลับเป็นเพียงกลิ่นอายของอดีตที่เธอไม่อยากหวนคืน
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของรินรดานิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับผืนน้ำในบึงลึกที่ไม่มีวันสะท้อนภาพของใครได้อีก
"คุณพูดถูกค่ะ... คุณไม่ใช่ธันวาคนเดิม" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่มั่นคง "เพราะธันวาคนเดิมยังมีความกล้าพอที่จะใจร้ายใส่กันอย่างเปิดเผย แต่ธันวาในตอนนี้... น่าสมเพชเสียจนรินเวทนา"
คำว่า 'น่าสมเพช' ทำเอาธันวาราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง หน้าชาดิก ร่างกายเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก แต่เขากลับโต้แย้งอะไรไม่ออกเลย เพราะทุกอย่างที่เธอพูดมันคือความจริง
"ริน... ต่อให้ผมต้องกราบลงแทบเท้าคุณ เพื่อแลกกับการที่คุณจะกลับมามองผมด้วยสายตาแบบเดิม..."
"อย่าทำเลยค่ะ มันน่าสมเพชเกินไป" รินรดาตัดบทน้ำเสียงเฉียบขาด เธอหันหลังให้เขาก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะมาถือไว้ "ความผิดพลาดในอดีต ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน รอยแผลเป็นมันก็ยังคงเป็นรอยแผลเป็น วันที่คุณผลักรินตกเหว คุณไม่เคยคิดถึงความตายของรินเลยสักนิด แต่วันนี้เมื่อคุณปีนขึ้นมาได้ แล้วพบว่าข้างบนมันหนาวเหน็บ คุณกลับอยากดึงรินขึ้นไปยืนข้างๆ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่คุณงั้นหรือคะ?"
เธอหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย แววตานั้นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่มีวันสั่นคลอน
"กำแพงที่คุณสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นรินในวันนั้น มันสูงชันเกินกว่าที่คุณจะปีนข้ามกลับมาหาเราได้แล้วค่ะ ธันวา... และต่อให้คุณพังมันลงมาจนราบคาบ รินก็ไม่ได้ยืนรออยู่ที่เดิมอีกต่อไปแล้ว"
ธันวานิ่งงัน ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ คำว่า 'เรา' ที่เธอกล่าวถึงมันหมายความว่าอะไร? หรือว่า... หรือว่าเธอกำลังเปิดใจให้คนอื่นไปแล้ว? ความหึงหวงและความกลัวพุ่งพล่านขึ้นมาในอกจนแทบหายใจไม่ออก เขาก้าวเข้าไปหมายจะคว้ามือเธอไว้เพื่ออ้อนวอน แต่จังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของเลขาหน้าห้อง
"คุณรินรดาคะ ขอประทานโทษค่ะ พอดีมีแขก... เอえ..." เลขาสาวยังพูดไม่ทันจบ ประโยคก็ต้องค้างเติ่งไว้แค่นั้น เมื่อร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมยีนส์ขาสั้น วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงเจื้อแจ้วที่ทำเอาหัวใจของธันวาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"คุณแม่ขา! น้องนะโมหิวน้ำจังเลยค่ะ ทำไมคุณแม่คุยกับลุงคนนี้นานจังคะ?"
เด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณสี่ขวบ ดวงตากลมโตเป็นประกายแก้วใส ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากใครบางคนราวกับแกะ... ดวงตาคมกริบ จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากหยักลึกแบบนั้น... มันคือเงาของเขาเองในวัยเด็กอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
ธันวาราวกับถูกสาบให้เป็นหิน ลมหายใจสะดุดกึก สมองขาวโพลนไปหมด ร่างสูงเซถอยหลังชนกับชั้นหนังสือด้านหลังอย่างไม่รู้ตัว สายตาจับจ้องอยู่ที่เด็กน้อยสลับกับรินรดากลั้นใจสั่นสะท้าน มือหนาสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้เมื่อตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่กำลังพุ่งชนเข้าใส่หน้าอย่างจัง... รอยแผลในอดีตที่เขาคิดว่ามันจบลงแล้ว แท้จริงมันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวินาทีนี้เอง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ / กระจกเงาสะท้อนใจ
ทนายหญิงผู้พิพากษาหัวใจอดีตสามี•ตอนที่ 10
กำแพงที่สูงชัน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงผู้พิพากษาหัวใจอดีตสามี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!