เสียงเอกสารปึกใหญ่ที่ถูกฟาดลงบนโต๊ะไม้สักทองราคาแพงสะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของบริษัท
รินรดานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้สีเข้ม แว่นสายตาไร้กรอบช่วยขับเน้นดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความเฉียบขาดและเยือกเย็น เธอมองหน้าบุคคลที่เคยยืนกรานปฏิเสธความผิดด้วยสายตานิ่งเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง
"คุณพิชิต... เอกสารทางการเงินชุดนี้ บ่งบอกชัดเจนว่าเงินจำนวนแปดหลักในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา ไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกถ่ายเทไปยังบัญชีออฟโชoreในชื่อของบริษัทนอมินี ที่คุณถือหุ้นใหญ่ถึงร้อยละแปดสิบ"
น้ำเสียงของรินรดาราเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังจนทำให้บรรยากาศภายในห้องประชุมที่อบอวลไปด้วยความตึงเครียดถึงกับเงียบกริบ พิชิต ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงินมือวางอันดับหนึ่งของธันวาคม กรุ๊ป หน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับ มือที่พยายามจะหยิบแก้วน้ำสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้
"คุณ... คุณกำลังใส่ร้ายผม ทนายรินรดา!" พิชิตเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาฟอร์มสุดท้ายเอาไว้ แม้ว่าดวงตาจะลอกแลกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ใส่ร้ายหรือคะ?" รินรดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลง "ลายเซ็นบนเอกสารอนุมัติโอนเงิน... ลายมือชื่อดิจิทัลที่มีรหัสผ่านส่วนตัวของคุณ และเส้นทางการเงินที่ตามกลับมาได้จนถึงบัญชีส่วนตัวของคุณที่หมู่เกาะเคย์แมน สิ่งเหล่านี้เรียกว่าหลักฐานค่ะ ไม่ใช่วาทศิลป์"
พิชิตทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับเก้าอี้ ราวกับกระดูกสันหลังถูกกระชากออกไปในพริบตา ความทะเยอทะยานที่เคยผลักดันให้เขายักยอกเงินเพื่อสร้างอาณาจักรส่วนตัว พังทลายลงในชั่วพริบตาภายใต้คมปากกาและมันสมองอันเฉียบคมของอดีตภรรยาเจ้าของฉายา 'ทนายมือทอง' ผู้นี้
ที่มุมห้อง... ธันวานั่งกอดอกมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา ดวงตาคมกริบของประธานกรรมการบริหารหนุ่มผู้เย็นชาไม่ได้ทอดมองไปยังคนทรยศที่กำลังจะถูกลากตัวไปดำเนินคดี หากแต่จับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังอันบอบบางแต่สง่างามของรินรดา
ความรู้สึกผิดที่เคยกัดกินหัวใจของเขาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อได้เห็นความจริงที่ว่า ผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งอย่างไร้เยื่อใยในวันที่เธอกำลังล้มละลาย วันนี้เธอกลับยืนหยัดอย่างสง่างาม เป็นเกราะคุ้ม
กันและเป็นผู้กอบกู้ทุกอย่างที่เกือบจะสูญสลายไปของเขา
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาควบคุมตัวพิชิตออกไปจากห้องประชุม บรรยากาศจึงกลับคืนสู่ความปกติ แต่ความเงียบงันที่หลงเหลืออยู่กลับเต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ที่รุนแรง
"ขอบคุณคุณรินรดามากครับ..." ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบตามวิสัยของเขา ทว่าแฝงความนุ่มนวลบางอย่างที่คนอื่นไม่มีวันได้ยิน "ถ้าไม่ได้คุณ... ผมคงต้องเสียชื่อเสียงและบริษัทที่บรรพบุรุษสร้างมากับมือไปแล้ว"
รินรดาเก็บแฟ้มเอกสารเข้ากระเป๋าอย่างใจเย็น เธอจัดเสื้อสูทเข้ารูปให้เข้าที่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ เช่นเคย
"ฉันทำตามหน้าที่ในฐานะทนายความที่รับมอบหมายจากบอร์ดบริหารค่ะ ประธานธันวา... ไม่จำเป็นต้องขอบคุณฉันเป็นพิเศษหรอกค่ะ เพราะนี่คือวิชาชีพ และเราต่างก็ได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกันแล้ว"
คำพูดที่เจือความห่างเหินนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของธันวาอย่างจัง เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้เธออีกนิด ราวกับต้องการลดระยะห่างที่เธอก่อขึ้นเป็นกำแพงสูงชัน "ริน... เรื่องในอดีต ผมรู้ว่าผมมันโง่เง่าแค่ไหน แต่ตอนนี้... ความจริงทุกอย่างมันกระจ่างแล้ว คนที่ทรยศผมคือคนที่ผมเคยไว้ใจ ส่วนคนที่อยู่เคียงข้างผมในวันที่ดิ่งลงเหว... กลับเป็นคุณ"
รินรดาสบตากับเขา รอยยิ้มสมเพชเวทนาฉายชัดขึ้นในแววตาคู่สวย เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ ราوَกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขันที่สุดในรอบปี
"เพิ่งรู้ตัวตอนนี้ไม่สายไปหน่อยหรือคะ ธันวา?" เธอเอ่ยเสียงเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักหน่วงราวนำ้ถ่วง "วันที่ฉันสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณบอกว่าฉันคือตัวถ่วง... วันนี้ พอคุณเกือบสูญเสียอำนาจ คุณกลับบอกว่าฉันคือคนที่อยู่เคียงข้าง ความรักหรือความสำนึกผิดของคุณมันราคาถูกเกินไปนะคะ... สำหรับฉันในตอนนี้"
ธันวานิ่งงัน คำพูดของเธอทุบตีเข้าที่กลางใจเขาอย่างจัง ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น เพราะเขารู้ดีว่า... ทุกสิ่งที่เธอพูดคือความจริงอันเจ็บปวดที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง
รินรดาสะพายกระเป๋าเอกสารเตรียมจะเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง ทว่าเสียงเคาะประตูเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของเลขานุการหน้าห้อง ก็ทำให้เธอต้องชะงักฝีเท้าลง
"ท่านประธานคะ... มีแขกมาขอพบค่ะ เธอแจ้งว่ามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับพินัยกรรมและสิทธิ์ในการดูแลทรัพย์สินส่วนตัวของคุณอาที่เพิ่งเสียชีวิตไป... แต่เธอไม่ได้มาคนเดียวค่ะ เธอพาเด็กผู้ชายคนหนึ่งมาด้วย..."
ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ "ใครกัน? บอกให้เธอรอที่ห้องรับแขกก่อน ผมกำลังจะ..."
"เธอไม่ยอมรอค่ะท่าน..." เลขานุการสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สีหน้าดูตื่นตระหนกเล็กน้อย "เธอบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทายาทลับอีกคนหนึ่ง... ที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายเท่ากับคุณทุกประการค่ะ"
รินรดาที่กำลังจะเดินผ่านประตูก็หยุดชะงัก เธอกวาดตามองหน้าเลขานุการด้วยความสนใจเล็กน้อย ขณะที่ธันวาหันไปมองหน้าประตูด้วยความระแวง
สิ้นเสียงรายงาน ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักให้เปิดออกกว้างโดยหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง เธอสวมชุดดำสนิทไว้ทุกข์ ใบหน้าสะสวยคมคายแต่เรียบเฉย ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาทุกคู่ในห้องนั้น... ไม่ใช่ตัวเธอ
หากแต่เป็นเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ ห้าขวบ ที่กุมมือเธอไว้แน่น...
เด็กชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับธันวาโดยตรง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของธันวาก็แทบสะดุดกึก ร่างสูงใหญ่ถึงกับผถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
โครงหน้าของเด็กชายคนนั้น... ดวงตากลมโตคู่คมคายนั้น... และริมฝีปากที่หยักลึกแบบนั้น... ถอดแบบมาจากกระจกเงาของตัวธันวาเองในวัยเด็ก ราวกับแกะ!
— กระจกเงาสะท้อนใจ —
ทนายหญิงผู้พิพากษาหัวใจอดีตสามี•ตอนที่ 17
ความล้มเหลวของความทะเยอทะยาน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงผู้พิพากษาหัวใจอดีตสามี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!