เสียงกระแทกของแก้วกาแฟเซรามิกกระทบลงบนโต๊ะทำงานไม้สักหนักอึ้งดัง *‘กริ๊ง’* สะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันในห้องสืบสวนส่วนตัว รินรดาไม่ได้มองหน้าคนที่นั่งจมอยู่หลังกองเอกสารคดีฆาตกรรมอำพรางนั่นด้วยซ้ำ เธอดึงเก้าอี้ตรงข้ามออกแล้วทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่าทางที่ฉับไวและเด็ดเดี่ยวพอจะเรียกสติของคนที่กำลังหลงทางในเขาวงกตแห่งความแค้นให้เงยหน้าขึ้นมามองได้
"ถ้าคุณยังจ้องเอกสารชุดนั้นด้วยสายตาเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อกระดาษแผ่นนั้นอีกสักหนาวเดียว ผมเกรงว่าอัครพลยังไม่ทันได้ล้มละลาย สมองของคุณคงจะเส้นเลือดในสมองแตกตายไปเสียก่อนนะครับ เมฆา"
น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบแต่คมกริบ แววตาคู่คมที่ผ่านสนามข่าวอาชญากรรมมาโชกโชนจ้องตรงไปยังชายหนุ่มผู้มีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน เมฆาขยับกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขากำปากกาในมือจนข้อต่องนิ้วขาวซีด ปากหนาเม้มเข้าหากันอย่างดื้อรั้นตามประสาคนปากแข็งที่ไม่เคยคิดจะยอมรับว่าตัวเองกำลังแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว
"เรื่องของผม คุณไม่จำเป็นต้องมายุ่ง รินรดา" เมฆาเค้นเสียงลอดไรฟัน ปากร้ายตามสไตล์คนฟอร์มจัดที่ยิ่งอีกฝ่ายห่วง ยิ่งพยายามผลักไส "กลับไปดูแลแผลที่แขนของคุณซะ ก่อนที่มันจะอักเสบจนเป็นภาระให้ผมต้องมาคอยเช็ดก้นให้อีก"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอไม่สะท้านกับคำพูดขวานผ่าซากนั้นเลยสักนิด หนواซ้ำยังโน้มตัวไปข้างหน้า มือเรียวบางปัดกองแฟ้มคดีของอัครพลออกไปให้พ้นทาง แล้วตบลงบนโต๊ะเสียงดัง *‘ป้าง!’* จนเมฆาชะงัก
"ภาระเหรอ? ตลกละเมฆา คนที่กำลังจะเป็นภาระให้ผมต้องเก็บศพขึ้นมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพราะขาดสารอาหารและนอนไม่หลับมาสามวันเต็มๆ คือคุณต่างหาก!" รินรดาโต้กลับทันควัน น้ำเสียงไม่ยอมคนและเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนที่ดึงคนฟังให้หลุดจากวังวนมืดมน "คุณคิดว่าทำแบบนี้แล้วพ่อกับแม่ของคุณจะฟื้นขึ้นมาเหรอ? การที่คุณเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการลากคออัครพลให้พ้นทางด้วยวิธีพังๆ แบบนี้ มันต่างอะไรกับหมาบ้าที่วิ่งเข้าใส่กองไฟ?"
เมฆาสะبัดหน้าหนีสันกรามขบเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม หัวใจไหววูบด้วยความจริงที่ถูกกระแทกใส่หน้าอย่างจัง เขาเกลียดความจริงข้อนี้ และเกลียดรินรดายิ่งกว่าที่เธอมองทะลุปรุโปร่งทุกซอกมุมในใจเขา ผู้หญิงบ้าอะไร... ปากเก่ง ทันคน ไม่เคยกลัวเกรงอำนาจมืดหรือแม้กระทั่งตัวเขาเองเลยสักครั้ง
"คุณไม่เข้าใจ... อัครพลมันมีเส้นสายที่ลึกเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ ถ้าผมพลาดแม้แต่น้าวเดียว ทุกอย่างที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้..."
"แล้วถ้าคุณตายไปก่อนล่ะ?" รินรดาแทรกขึ้นมาเสียงดังฟังชัด เธอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น สายตาที่เคยก้าวร้าวและเย่อหยิ่งของเธอบัดนี้อ่อนลง เจือไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ความดุดัน "ความยุติธรรมที่คุณตามหามันจะมีความหมายอะไร ถ้าไม่มีคนมีชีวิตอยู่เพื่อดูวันที่มันเปล่งแสงออกมาจริงๆ"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัด เมฆานิ่งงัน ปากที่เคยเตรียมคำพูดจาเชือดเฉือนเพื่อไล่เธอกลับบ้านกลับถูกผนึกแน่นด้วยประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้น ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวและจริงจัง เธอไม่ได้พูดเล่น และเธอก็ไม่ได้ถอยหนีไปไหนเลยตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาพัวพันในชีวิตอันยุ่งเหยิงของเขา
เคมีที่คุกรุ่นระหว่างความซึนปากร้ายกับความเด็ดเดี่ยวไม่ยอมใครแผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ เมฆากลืนก้อนความรู้สึกประหลาดลงคอ ความอุ่นวาบที่แล่นพล่านเข้ามาในอกทำให้เขาหายใจติดขัด หัวใจที่ด้านชามานานนับปีเริ่มกลับมาเต้นแรงอีกครั้งในจังหวะที่แปลกประหลาด
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ยอมจำนนต่อสายตาคู่นั้นอย่างราบคาบ มือที่กำปากกาคลายออกช้าๆ ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยースขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
"ให้ตายสิ... คุณนี่มันปากจัดเป็นบ้าเลยรินรดา" เมฆาพึมพำเสียงทุ้มต่ำ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว "ใครได้คุณไปเป็นภรรยาคงต้องเตรียมซื้อประกันชีวิตไว้หลายฉบับแน่ๆ"
"ห่วงตัวเองก่อนเถอะคุณหนูเมฆา" รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอเช่นกัน เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาหัวใจคนมองกระตุกวูบ "สรุปว่าคุณจะเลิกทำตัวเป็นศาลเตี้ย แล้วกลับมาโฟกัสที่แผนการหลักของเราได้หรือยัง?"
เมฆามองใบหน้าเนียนใสที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม สติที่เคยกระจัดกระจายกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เป้าหมายที่ชัดเจนในแววตาสีเข้มถูกจุดประกายขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างมั่นคง เขายื่นมือออกไปหมายจะคว้ามือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะมากุมไว้เพื่อแสดงความขอบคุณในแบบของเขา
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของทั้งคู่จะสัมผัสกัน
*‘ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!’*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีมารยาท ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาตจากเจ้าของห้อง รินรดารีบดึงมือกลับและดีดตัวถอยห่างจากโต๊ะทันที เมฆาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่ตรงกรอบประตูด้วยสีหน้าถมึงทึง
ร่างสูงโปรดของชายแปลกหน้าในชุดสูทสากลราคาแพงก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารสีดำสนิทตราประทับลับสุดยอด และประโยคแรกที่หลุดออกจากปากของแขกไม่ได้รับเชิญก็ทำให้ลมหายใจของทั้งเมฆาและรินรดาต้องสะดุดกัก
"ขอโทษที่ขัดจังหวะเวลาสวีทนะครับ... แต่ดูเหมือนว่า 'ข้อมูลชิ้นสุดท้าย' ที่พวกคุณตามหาเกี่ยวกับคดีของตระกูลเมฆา จะไม่ได้อยู่ที่อัครพลอย่างที่คิดหรอกนะ"
[ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดในรอยจารึกนี้ด้วยกันนะครับ]
เมทริกซ์ซีโร่
รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์•ตอนที่ 34
คำปรึกษาของรินรดา
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!