“ถ้าคุณก้าวเท้าเข้าเขตวัดร้างนั่นไปแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุด คุณก็ไม่มีวันได้คำตอบที่แท้จริงกลับมาหรอกครับริน”
เมฆากล่าวประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ขณะที่มือข้างหนึ่งพวงมาลัยรถยนต์เอสยูวีคันเก่งกำลังหักเลี้ยวผ่านเส้นทางลูกรังที่ขรุขระราวกับซี่โครงยักษ์ในย่านห่างไกลของจังหวัดเชียงราย
รินรดาไม่ตอบในทันที เธอเพียงแต่กอดอกจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง กระจกใสสะท้อนให้เห็นเพียงไร่ข้าวโพดที่ถูกทิ้งร้างและเงาของภูเขาสูงตระหง่านที่บดบังแสงอาทิตย์จนเกือบมิด เธอหันกลับมามองใบหน้าด้านข้างที่เปี่ยมไปด้วยความนิ่งเฉยของชายหนุ่ม ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“คำตอบที่คุณกลัวนักหนา มันซ่อนอยู่ในความเงียบที่นั่นใช่ไหมคะ... อ้อ ผมขอโทษครับ ผมติดปากไปหน่อย” เธอขยับยิ้มบางๆ ให้กับความผิดพลาดของตัวเองก่อนจะแก้ไข “ที่ฉันต้องการไม่ใช่คำตอบที่สวยหรู แต่เป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะเอาตัวอัครพลเข้าคุกได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
“ความตายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับริน” เมฆาเบรกกะทันหันจนฝุ่นตลบอบอวลรอบคันรถ “คุณคิดว่าคนที่วางแผนฆ่าคนทั้งตระกูลได้โดยไม่กระพริบตาแบบนั้น มันจะยอมให้คุณเดินเข้าไปหยิบหลักฐานออกมาง่ายๆ งั้นเหรอ”
รินรดาหันมาสบตาเขา แววตาของเธอสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว “เมฆา... คุณเองก็รู้ดีว่าทำไมฉันถึงยอมมากับคุณ ถึงแม้จะรู้ว่าอัครพลกำลังจ้องจะเด็ดหัวเราอยู่”
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถทันที มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังเหนื่อยล้า ทั้งคู่ต่างแบกความแค้นและภาระทางใจไว้บนบ่า บรรยากาศอึดอัดนี้หนักอึ้งพอๆ กับความลับที่จารึกอยู่ในรอยประวัติศาสตร์ที่พวกเขากำลังตามหา
รถแล่นมาถึงศาลาไม้เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท้ายวัดร้าง สถานที่แห่งนี้แห้งแล้งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเสื่อมโทรม เศษซากปูนปั้นที่กะเทาะออกเผยให้เห็นอิฐแดงด้านในราวกับบาดแผลที่ไม่มีวันหาย เมฆาดึงกุญแจรถออกก่อนจะหยิบปืนพกกระบอกสั้นขึ้นมาตรวจสอบความพร้อม เขาหันไปมองรินรดาที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์สืบสวนด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
“อย่าห่างจากตัวผมเกินสองเมตรนะครับ” เมฆากำชับ สายตาของเขากวาดมองไปรอบพื้นที่อย่างระแวดระวัง
“ทราบแล้วค่ะ เอ๊ย... ทราบแล้วครับ” รินรดาแกล้งแซวเขากลับ แต่เมื่อเห็นแววตาที่จริงจังของเมฆา เธอก็หยุดยิ้มแล้วพยักหน้ายอมรับ
ทั้งคู่ย่างเท้าเข้าสู่เขตอาคารไม้หลังเก่า เสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดทุกก้าวที่เหยียบลงไป ราวกับว่าตัวบ้านเองก็กำลังส่งเสียงประท้วงการมาเยือนของคนแปลกหน้า รินรดาหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องไปตามผนังที่เต็มไปด้วยหยากไย่ จนกระทั่งแสงไฟไปหยุดอยู่ที่แผ่นจารึกหินอ่อนที่ฝังตัวอยู่ในเสาต้นกลาง
“นี่มัน... ไม่ใช่แค่จารึกธรรมดา” รินรดาพึมพำ นิ้วเรียวสัมผัสไปตามรอยสลักที่ดูเหมือนอักขระโบราณผสมกับตัวเลขที่ดูไม่คุ้นตา “มันคือพิกัด... พิกัดของบัญชีลับที่อัครพลใช้ฟอกเงิน”
เมฆาขยับเข้ามาใกล้ ใช้ไฟฉายส่องทับจุดที่รินรดาชี้ เขากำลังจะเอ่ยปากถามถึงความหมายของสัญลักษณ์นั้น แต่แล้วเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง—เสียงที่ไม่ควรจะมีอยู่ ณ สถานที่รกร้างแห่งนี้
ทั้งสองหยุดนิ่งแทบจะในทันที รินรดาใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง เมฆาค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ พลางเลื่อนมือไปแตะด้ามปืนที่เอว
“คุณนี่แสวงหาเรื่องใส่ตัวได้เก่งจริงๆ นะครับ คุณรินรดา” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มเย็นเยียบดังมาจากความมืดหลังเสาต้นใหญ่
ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเดินออกมาจากเงามืด แสงไฟฉายสลัวๆ สะท้อนให้เห็นแววตาของอัครพลที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง ด้านหลังของเขามีชายฉกรรจ์สองคนยืนคุมเชิงอยู่ พร้อมกับกระบอกเก็บเสียงที่จ่อตรงมาที่พวกเขา
อัครพลเดินวนรอบพวกเขาทั้งสองคนราวกับเสือที่กำลังเล่นกับเหยื่อที่จนมุม “การเดินทางมาไกลถึงต่างจังหวัดเพื่อขุดคุ้ยอดีตที่ฝังกลบไปแล้ว มันอาจจะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณสั้นลงนะครับ เมฆา”
เมฆาไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่นิ่งสงบราวกับภูเขาที่รอคอยการปะทุของภูเขาไฟ มือของเขาขยับเพียงเล็กน้อย เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ในวินาทีที่อัครพลกำลังจะสั่งการให้ลูกน้องลงมือ รินรดากลับหัวเราะออกมาเบาๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุด
“คุณคิดว่าฉันมาที่นี่คนเดียวจริงๆ เหรอคะอัครพล” รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น เธอหยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดจิ๋วขึ้นมาโชว์ตรงหน้า “สิ่งที่ฉันบันทึกไว้ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าวัดนี้ กำลังถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์สำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแบบเรียลไทม์... ถ้าฉันตายภายในห้านาทีนี้ เรื่องราวทั้งหมดจะถูกตีแผ่ไปถึงหูของตำรวจระดับสูงแน่นอน”
อัครพลชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้าง ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมมืดนอกตัวอาคาร กระสุนพุ่งเข้าเจาะที่ไหล่ของชายฉกรรจ์คนหนึ่งจนล้มลง เลือดสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่วพื้นไม้เก่า
เมฆาไม่รอช้า เขาคว้าแขนรินรดาแล้วพุ่งตัวออกไปทางหน้าต่างข้างศาลา ทิ้งให้อัครพลยืนตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ท่ามกลางความชุลมุน เมฆากระซิบข้างหูรินรดาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“นั่นไม่ใช่ฝีมือตำรวจครับ... มีคนอื่นที่ต้องการตัวอัครพลเหมือนกับเรา”
พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบ หายใจหอบถี่มองกลับไปที่ศาลาไม้ เห็นเพียงร่างของคนลึกลับในชุดดำที่กำลังก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับอัครพล พร้อมกับยื่นซองจดหมายสีน้ำตาลให้เขา อัครพลเปิดซองนั้นดูเพียงแวบเดียว ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งกลับซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว
คนลึกลับคนนั้นค่อยๆ หันหน้ามาทางพุ่มไม้ที่เมฆาและรินรดาซ่อนตัวอยู่ แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของชายคนนั้น... และเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดๆ เมฆาก็ถึงกับตัวชาไปทั้งร่าง
เพราะใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น... คือใบหน้าของพ่อของเขาที่ตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดในรอยจารึกนี้ด้วยกันนะครับ
เมทริกซ์ซีโร่
รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์•ตอนที่ 35
ร่องรอยในต่างแดน
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับโลกเสมือน: จุดดับเมทริกซ์สูญพันธุ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!