โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นย้อมปฐพีจนกลายเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับไอสังหารที่พวยพุ่งเสียดฟ้า
"เจ้าคิดว่าซากศพของสำนักกระบี่นภาจะปกป้องวิญญาณโง่เขลาของพวกเจ้าได้หรือ?"
เสียงคำรามเหิมเกริมดังก้องสะท้อนผาอัสดง ร่างของผู้อาวุโสตระกูลมารโลหิตผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนซากปรักหักพัง ในมือมันกุมกระบี่หนาหนักที่ยังหยดหยาดโลหิตสดๆ เบื้องล่างคือซากศพของเหล่าศิษย์สำนักน้อยใหญ่ที่ถูกกวาดล้างอย่างไร้ความปรานี ทว่าท่ามกลางซากศพเหล่านั้น กลับมีร่างหนึ่งยังคงยืนหยัดอย่างดื้อรั้น
หลี่เฟยหลงกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น ปลายกระบี่เหล็กนิลกาฬจรดลงบนพื้นดิน ศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นจุล ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวความตาย แม้ทั่วร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ลมหายใจหอบกระชั้นทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา
วิชากระบี่เดียวดายที่ร่ำเรียนมาในวัยเยาว์ ไม่เคยสอนให้เขารู้จักคำว่าคุกเข่าอ้อนวอน
"ต่อให้กระบี่ในมือข้าจะหักสะบั้น และกระดูกทั่วร่างจะแหลกสลาย... วิถีกระบี่ของสำนักกระบี่นภา จะไม่มีวันก้มหัวให้มารชั่วช้าเช่นพวกเจ้า!"
น้ำเสียงของหลี่เฟยหลงราบเรียบทว่าเย็นยะเยือก กลิ่นอายกระบี่แผ่ซ่านออกจากร่างจนเกิดเสียงลมหวีดหิวรอบกาย ความทะนงตนในฐานะทายาทคนสุดท้ายแห่งสำนักถูกหล่อหลอมขึ้นจากความแค้นและความสูญเสีย มันคือเจตจำนงที่คมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่ใดในใต้หล้า
ผู้อาวุโสตระกูลมารโลหิตแค่นเสียงหัวร่อด้วยความดูแคลน "รนหาที่ตายนัก! เช่นนั้นข้าจะส่งเจ้าไปพบปรมาจารย์ของเจ้าในนรก!"
มันสะบัดกระบี่ พลังปราณโลหิตสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาดั่งอสุรกายร้าย รัศมีสีแดงฉานแผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าจนมืดครึ้ม แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณถาโถมเข้าใส่หลี่เฟยหลงราวกับภูเขาทับถม
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง จิตใจของหลี่เฟยหลงกลับสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในยามวิกาล เขาลืมเลือนความเจ็บปวด ลืมเลือนความกลัว ดวงตาคู่นั้นสะท้อนเพียงเงาประกายกระบี่ในมือ
*นี่คือวิถีกระบี่... หรือคือวิถีแห่งการหลุดพ้น?*
เคล็ดวิชาลับที่เคยติดค้างอยู่ในใจพลั่งพรูขึ้นมาในห้วงสำนึก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบกาย พริบตาที่คมกระบี่สีเลือดพุ่งเข้ามาประชิด หลี่เฟยหลงไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว เขายกกระบี่ขึ้นต้านรับด้วยท่าร่างที่งดงามและเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางประกายไฟที่สาดกระเซ็นราวกับดวงดาวร่วงหล่น
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะมหาศาลซัดร่างของหลี่เฟยหลงกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว กระอักเลือดคำโตออกมาสดๆ ร่างกายแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ทว่าดวงตาของเขายังคงจ้องมองศัตรูอย่างไม่ลดละ
ทว่า ก่อนที่ผู้อาวุโสตระกูลมารโลหิตจะทันได้ซัดกระบวนท่าซ้ำเพื่อปลิดชีพ บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
อุณหภูมิในรัศมีร้อยลี้ลดฮวบลงจนถึงขีดสุด ราวกับฤดูใบไม้ผลิถูกแช่แข็งด้วยเหมันตภัยชั่วพริบตา ละอองหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากท้องหาที่ไร้เมฆฝนอย่างน่าอัศจรรย์ กลิ่นอายความเย็นเยียบอันบริสุทธิ์และสูงส่งกดทับจนเหล่ามารโลหิตถึงกับหายใจติดขัด
กลางหิมะโปรยปรายนั้น ปรากฏเงาร่างหนึ่งลอยล่องลงมาจากฟากฟ้าอย่างเชื่องช้าและสง่างาม
นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะ ปีกขนนกกระเรียนโบกสะบัดเบาๆ ตามแรงลม เรือนผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลยาวสลวยถึงกลางหลัง ใบหน้างดงามล่มเมืองทว่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดวงตาดั่งหยกคู่งามราบเรียบเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี นางคือตัวแทนของความสูงส่งที่มนุษย์ปุถุชนมิอาจเอื้อมถึง—มู่หรงเซวียน
นางปรายตามองซากศพรอบกายแวบหนึ่ง ก่อนที่สายตาคู่สวยจะหยุดลงที่ร่างของหลี่เฟยหลงซึ่งคุกเข่าข้างหนึ่งพิงกระบี่อยู่
"สำนักมารโลหิต... กล้าดียังไงมาสร้างความวุ่นวายในดินแดนเขตแดนเหมันต์ของข้า" น้ำเสียงของนางไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์ ทว่าเย็นชาจนคนฟังต้องสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ
ผู้อาวุโสตระกูลมารโลหิตหน้าถอดสีทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากสตรีผู้นี้ "ทะ... หรือว่าเจ้าคือ... เซียนกระบี่เหมันต์ มู่หรงเซวียน! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า หลีกไปเสีย!"
มู่หรงเซวียนไม่แม้แต่จะชายตามองมัน นางเพียงยกปลายนิ้วเรียวงามขึ้นวาดกลางอากาศเบาๆ
*ฉับพลัน!*
กระบี่บินนับพันเล่มปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า พลังกระบี่เหมันต์แผ่พุ่งจนมิติรอบกายบิดเบี้ยว เพียงแค่การสะบัดมือครั้งเดียว คลื่นกระบี่น้ำแข็งนับพันก็พุ่งทะยานลงมาดั่งห่าฝน กลืนกินร่างของเหล่าศัตรูในพริบตา ไม่แม้แต่จะมีเสียงกรีดร้องเล็ดลอดออกมา ทั่วทั้งบริเวณถูกแช่แข็งกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในชั่วพริบตาเดียว
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมสมรภูมิอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่าน
หลี่เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองสตรีชุดขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายความเย็นชาของนางตัดกับความร้อนรุ่มของบาดแผลในกายเขาอย่างสิ้นเชิง สายตาของทั้งสองประสานกันในความว่างเปล่า
ดวงตาคู่นั้นของนาง... แม้จะเย็นชาต่อโลกหล้า แต่ยามที่มองมายังเขากลับมีความซับซ้อนบางอย่างสะท้อนอยู่ลึกๆ
"เจ้า... บาดเจ็บหนักนัก" มู่หรงเซวียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแม้จะยังคงความเรียบเฉย แต่กลับมีความห่วงใยที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียนเจืออยู่จางๆ นางก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับยื่นมือเรียวงามออกไปเพื่อถ่าย
หลี่เฟยหลงถอยหลังครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ความทะนงตนทำให้เขาไม่อยากพึ่งพาผู้อื่น "ข้าดูแลตัวเองได้ ขอบคุณผู้อาวุโส..."
"หุบปากซะ" นางเอ่ยแทรกขึ้นทันที น้ำเสียงเด็ดขาดไม่ยอมให้ปฏิเสธ ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงที่จุดชีพจรกลางอกของเขาอย่างแม่นยำ กระแสปราณเหมันต์บริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของหลี่เฟยหลง ช่วยสกัดกั้นพิษโลหิตและซ่อมแซมเส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นลงในทันที
ความอบอุ่นและเย็นสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทว่าในขณะที่หลี่เฟยหลงกำลังจะเอ่ยคำขอบคุณ ดวงตากลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสปราณแปลกประหลาดอีกสายหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนป่าเบื้องล่าง... มันไม่ใช่ปราณของมนุษย์ และเป้าหมายของมันคือมู่หรงเซวียนที่กำลังเปิดช่องว่างรักษาเขาอยู่!
"ระวัง!"
หลี่เฟยหลงคำรามลั่น คว้าข้อมือนางแล้วดึงเข้าหาตัวเพื่อหลบวิถีการโจมตี
เงาดำมืดสายหนึ่งพุ่งทะลวงขึ้นมาจากพื้นดินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มันพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องฟ้า: "ฮ่าๆๆๆ มู่หรงเซวียน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะมาที่นี่เพียงลำพังเพื่อตระกูลมารโลหิตกากเดนพวกนั้น?"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองวิถีบรรจบในเงาจันทร์•ตอนที่ 2
เงาแห่งนางเซียน
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองวิถีบรรจบในเงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
