ความเงียบงันในยามวิกาลมิใช่ความสงบ หากแต่เป็นสุสานที่รอเวลาฝังกลบความโลภของมนุษย์
หยาดโลหิตสีชาดหยดติ๋งลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ เสียงนั้นกังวานก้องราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตายในศาลายอดเขาเมฆาคล้อย
หลี่เฟยหลงยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหิน ปลายกระบี่ ‘เหมันต์ไร้เงา’ ในมือขวาดยังคงมีไอความเย็นระเหยขึ้นเป็นหมอกสีขาวจางๆ ตัดกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงจันทร์นวลตาในคืนวันเพ็ญสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิทของเขา เงาทอดยาวทาบทับร่างของผู้อาวุโสแห่งสำนักโลหิตทมิฬที่นอนไร้ลมหายใจอยู่แทบเท้า
“ความลับของสำนัก… เจ้าคิดว่าจะแบกรับมันไว้ได้นานสักเพียงใดกัน หลี่เฟยหลง?” เสียงแหบพร่าของผู้เฒ่าตระกูลอวิ๋นดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเบิกค้างและปิดสนิทลงตลอดกาล
หลี่เฟยหลงมิได้ปริปากเอื้อนเอยสิ่งใดตอบโต้ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นมองทอดไปยังร่างไร้วิญญาณด้วยความราบเรียบ สำหรับเขาแล้ว โลกใบนี้มีกฎเกณฑ์เพียงข้อเดียว ผู้ใดขวางทางแห่งวิถีกระบี่และคิดเหยียบย่ำเกียรติภูมิที่หลงเหลือของสำนักที่ล่มสลาย ผู้นั้นสมควรต้องชดใช้ด้วยชีวิต
วิถีกระบี่เดียวดายมิใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มันคือเส้นทางที่ต้องเดินผ่านซากศพและคราบน้ำตาโดยปราศจากความลังเล
“พี่หลง…”
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง มู่หรงเซวียนก้าวออกมาจากเงาไม้ใหญ่ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศนองเลือดรอบกาย ทว่าความงดงามล่มเมืองของนางกลับมิได้ทำให้จิตใจของนางอ่อนโยนลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมดุจหงส์กวาดตามองซากศพทั้งเจ็ดรอบกายด้วยความเฉยเมย ราวกับสิ่งที่เห็นเป็นเพียงใบไม้แห้งที่ร่วงหล่น มิใช่ชีวิตของยอดฝีมือในยุทธภพ
นางก้าวเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวเอื้อมแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเขา สัมผัสไอเย็นจากตัวนางช่วยบรรเทาความเดือดดาลของลมปราณภายในร่างของหลี่เฟยหลงให้สงบลงอย่างน่าประหลาด
“พวกเขามาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้” มู่หรงเซวียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่มอบให้เพียงบุรุษผู้นี้เท่านั้น “ข่าวเรื่องคัมภีร์บรรพกาลรั่วไหลออกไปแล้ว หากคนของพรรคมารรู้เข้าว่ามันอยู่กับท่าน การไลล่าจะไม่จบลงเพียงแค่กลุ่มมดปลวกเหล่านี้แน่”
หลี่เฟยหลงหันกลับมาสบตากับนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีทอประกายอ่อนลงวูบหนึ่ง เขายกมือขึ้นปัดคราบเลือดที่เปื้อนข้างแก้มเนียนใสของนางออกอย่างทะนุถนอม แม้โลกภายนอกจะมองว่านางคือ ‘นางเซียนไร้ใจ’ ผู้เย็นชาและเหี้ยมโหด แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่า หัวใจดวงนี้มอบให้แก่เขาจนหมดสิ้นแล้ว
“ต่อให้ทั่วทั้งยุทธภพจะลุกเป็นไฟ หรือต่อให้เซียนสวรรค์เบื้องบนลงมาขวางกั้น ข้า… หลี่เฟยหลง ก็จะใช้กระบี่ในมือเล่มนี้แหละ แหวกทางออกไปให้จงได้” น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มแต่มั่นคงดั่งขุนเขา
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงภายใต้ไอร้อนของความผูกพันอันลึกซึ้ง ทันใดนั้นเอง!
เปรี๊ยะ!
เสียงประหลาดดังขึ้นจากร่างไร้วิญญาณของผู้เฒ่าอวิ๋นที่นอนอยู่เบื้องล่าง เลือดสีดำข้นคลัชที่ควรจะไหลนองบนพื้น กลับไหลย้อนกลับขึ้นไปบนอากาศราวกับมีชีวิต อักษรโบราณสีแดงฉานนับร้อยตัวปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศ ก่อตัวเป็นค่ายกลต้องห้ามที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่าไผ่
มู่หรงเซวียนขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที “ระวัง! นี่ไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา… มันคือวิชาสะกดวิญญาณร้อยปี!”
ไม่ทันที่หลี่เฟยหลงจะได้ชักกระบี่ตั้งรับ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็ยุบตัวลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับเงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหึมาที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากหลุมศพเบื้องล่าง มันไม่ใช่คน… แต่มมันคือหุ่นเชิดโลหิตที่ถูกหลอมขึ้นจากวิญญาณแค้นของปรมาจารย์กระบี่รุ่นก่อน!
และที่น่าตกใจที่สุดคือ ดวงตาของหุ่นเชิดโลหิตตนนั้น กลับเปล่งประกายด้วยออร่าปราณกระบี่ที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง… มันคือเคล็ดวิชาประจำสำนักเดียวกับที่หลี่เฟยหลงร่ำเรียนมา!
— โปรดติดตามตอนต่อไป —
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
มังกรครามท่องภพ
กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองวิถีบรรจบในเงาจันทร์•ตอนที่ 1
กลิ่นอายเลือดใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองวิถีบรรจบในเงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
